วนิดา จันทรเทพเทวัญ
งานวิจัยอุตสาหกรรมเภสัช และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ

พืชสมุนไพรได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอเมริกาหลังจากที่ถูกละเลยมานับทศวรรษ
ปัจจุบันพืชสมุนไพรได้มีบทบาทในการดูแลด้านสุขภาพของผู้บริโภคทั้งในแง่การป้องกันโรค การรักษา
โรคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่ไม่สามารถรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน ธุรกิจด้านยาหรืออาหารเสริม
ได้จับตามองว่าจะนำพืชสมุนไพรมาใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์ได้อย่างไร จึงควรมีข้อมูลที่ถูกต้องสำหรับ
ผู้ผลิตภาคอุตสาหกรรมและผู้บริโภคผลิตภัณฑ์นั้น

พืชจากแหล่งกำเนิดต่างกันมักมีคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น พืชจากจีนหรือตะวันตกจะมีลักษณะ
แตกต่างกัน วิธีการเก็บเกี่ยว การดูแลหลังการเก็บเกี่ยวและสรรพคุณของพืชก็แตกต่างกันไป ด้วยความ
แตกต่างเหล่านี้ทำให้ต้องคำนึงถึงการตรวจสอบชนิด (Identification) วิธีการทำ (Processing) การเก็บ
เกี่ยว การดูแลรักษา ก่อนนำไปแปรสภาพในโรงงานหรือเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับ
การสำรวจข้อมูลวิทยาศาสตร์เบื้องต้นของพืชนั้น

ลักษณะของพืชสมุนไพร (Nature of Herbs)

พืชสมุนไพร โดยทั่วไปจะหมายถึงพืชหรือชิ้นส่วนของพืชใช้เป็นอาหาร เครื่องเทศ หรือใช้
รักษาโรคในเชิงธุรกิจ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรมักจะใช้แต่งกลิ่นแต่งรส บำรุงร่างกายหรือใช้ในการรักษา
บทความนี้จะกล่าวถึงพืชสมุนไพรที่เป็นผลิตภัณฑ์ทั่วไป ไม่ได้เน้นที่จะเป็นยารักษาโรค

พืชสมุนไพรแต่ละตัวมักมีประวัติการใช้มานาน บางตัวมีตำราจารึกหรือประวัติการใช้นับพันปี
พืชตะวันตกโดยทั่วไปจะมีข้อกำหนดเพียงเล็กน้อยและวิธีเตรียมไม่ยุ่งยาก เช่น การหมักเป็นทิงเจอร์
ไม่มีวิธีการเฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษ ซึ่งแตกต่างจากของจีนหรือ เอเชีย (Ayrvedic) ซึ่งจะมีข้อกำหนด
หรือวิธีการละเอียดกว่า ตั้งแต่การเก็บเกี่ยว การเก็บรักษาเบื้องต้น วิธีการทำ เช่น การหมกในทราย แล้ว
ล้างด้วยน้ำสะอาด ตามด้วยการต้มให้เดือด เพื่อกำจัดพิษของพืชเหล่านั้น เช่น ถั่วดำ (black soybean)
ชะเอม (licorice) หรือขิง (ginger) รวมทั้งการใช้เป็นตำรับมีตัวยาหลายตัวผสมกัน เป็นที่นิยมมากกว่า
ตัวยาเดี่ยว

ขณะที่นักพฤกษศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ชาวตะวันตก มักพิจารณาถึงพืชแต่เพียงชื่อและชื่อ
ทางวิทยาศาสตร์ โดยไม่ได้พิจารณาถึงส่วนของพืชที่นำมาใช้ ตำราสมุนไพรจีนมักแยกความแตกต่าง
ส่วนของพืชที่ใช้อย่างชัดเจน และอธิบายขั้นตอนการแปรรูปส่วนของพืชแม้จะเป็นต้นเดียวกัน แต่อาจ
มีสรรพคุณที่แตกต่างกันได้ ตัวอย่างเช่น พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ephedra sinica สำหรับชาวตะวันตก
นั้น คือ พืชที่มี ephedrine ซึ่งเป็นพืชต้นเดียวกับ "หมาหวัง" (Mahuang หรือ Chinese ephedra)เป็นส่วน
เหนือดินของพืช ส่วนรากของพืชนี้จะเรียกว่า "หมาหวังเกิ้น" (Mahuanggen) จะมีคุณสมบัติที่แตกต่าง
กันมาก ใช้รักษาโรคอื่นและไม่มี ephedrine อีกตัวอย่างคือ fo-ti (or heshouwu) เป็นที่สนใจมากใน
อเมริกา ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Polygonum multiflorum ใช้ส่วนรากใต้ดิน มีสรรพคุณที่แตกต่างกัน คือ อาจ
เป็นยาบำรุง หรือเป็นยาถ่ายอย่างแรง ขึ้นอยู่กับว่าเป็นรากที่ปรุง ฆ่าฤทธิ์แล้ว (Cured root) หรือใช้ราก
ดิบแห้ง ที่ยังไม่ได้ทำอะไร (Raw dried root) แต่รากดิบแห้งจะมีราคาถูกกว่า และบริษัทที่ขายพืชสมุนไพร
หรืออาหารเสริม จะใส่ fo-ti ที่เป็นรากดิบแห้งในยาหรืออาหารบำรุงร่างกายที่ต้องการฤทธิ์เป็นยาระบาย
สิ่งที่เป็นความจริง คือ fo-ti ชนิดรากดิบนี้จะไม่มีฤทธิ์เป็นยาบำรุง

ถึงแม้ว่าพืชที่มาจากต่างแหล่ง ต่างประเทศ ซึ่งจะมีสารประกอบแตกต่างกันก็ควรมีวิธีการทำที่
เหมือนกัน การนำพืชไปใช้เพื่อการผลิตหรือแค่สำรวจข้อมูลจำเป็นต้องศึกษาลักษณะของพืชโดยละเอียด
ถึงวิธีการตรวจสอบและการเตรียมวัตถุดิบก่อนนำไปใช้ เนื่องจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไม่เพียงพอ จึง
เกิดการสับสน นักวิทยาศาสตร์และบริษัทขายสมุนไพรเหล่านั้นยังขาดความรู้ อย่างไรก็ดี การตรวจสอบ
ให้รู้ชนิดของพืชที่แท้จริงจะทำให้ได้พืชตรงตามจุดประสงค์ และได้ผลิตภัณฑ์ที่ดี

การตรวจสอบพืชสมุนไพร Identifi-cation of Herbs)

วิธีการตรวจสอบทางเคมีที่รวดเร็วมีเพียงไม่กี่วิธีเท่านั้น ในการตรวจเอกลักษณ์ของพืชสมุนไพร
พืชส่วนใหญ่จะมีสารเคมีมากกว่าหนึ่งตัว แต่บ่อยครั้งที่สารเคมีเหล่านี้ก็พบในพืชสมุนไพรชนิดอื่นที่ไม่
เกี่ยวข้องกัน ตัวอย่างเช่น โสมหรือginseng มีซาโปนิน ชื่อ ginsenosides ซึ่งเดิมคิดว่าพบเฉพาะในโสม
(ที่ขึ้นในอเมริกาหรือในเอเชีย) เท่านั้น แต่เมื่อสิบกว่าปีนี้พบในพืชที่ชื่อ Gynostemma pentaphyllum
ไทยเรียกชาสตูล หรือชาปัญจขันธ์ ที่อยู่ในวงศ์พวกน้ำเต้า ดังนั้นการ วิเคราะห์ทางเคมีเป็นเพียงวิธีหนึ่ง
ในการตรวจสอบพืชสมุนไพร

ทั้ง ๆ ที่มีวิธีหรือเทคนิคการวิเคราะห์ทางเคมีที่ทันสมัย แต่การตรวจวิเคราะห์พืชก็ยังขึ้นกับเทคนิค
แบบเก่า ซึ่งรวมถึง การชิม ดม ดู ด้วย ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เรียกว่า Organoleptic การตรวจดูลักษณะพืช
ภายนอก(Macroscopic) และการตรวจดูลักษณะพืชภายในด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Microscopic)
รวมทั้ง
มีขนาดของยาที่เหมาะสม ตัวอย่าง ผู้แทนจำหน่ายโสม สามารถบอกคุณภาพของโสม ว่ามี ginsenosides มาก
หรือน้อย โดยดูจากลักษณะภายนอก สี การดมกลิ่น การชิมรส และอื่น ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับนักวิเคราะห์
ทางเคมี ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงจึงจะบอกแต่เพียงปริมาณ ginsenosides ได้

การวิจัยการใช้สมุนไพรของคนโบราณ (Ethnobotanical research) ในถิ่นกำเนิดต่าง ๆ ของพืช พืชที่
ใช้อ้างอิงจะถูกเก็บในพิพิธภัณฑ์พืช แต่มีการจดบันทึกเป็นข้อมูลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่ควรกระทำ
คือต้องจัดตั้งห้องสมุดโดยเก็บหลักฐานบันทึกข้อมูลของพืชโดยละเอียด

ปัจจุบันนี้มีการตรวจสอบเบื้องต้นของสมุนไพรที่ซื้อขายในท้องตลาดโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ส่วน
การตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือทางเคมี จะทำโดยบริษัทบางแห่งที่ตรวจทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไม่
ได้เท่านั้น การตรวจสอบด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ต้องอาศัยประสบการณ์และต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้คลุกคลี
กับพืชสมุนไพรนั้นเป็นเวลานาน จึงจะสามารถตรวจสอบได้ แต่ว่าบุคคลที่มีความสามารถพิเศษนี้มีจำนวน
น้อย หากแต่บริษัทไหนมีนักเภสัชเวท (Pharmacognocist) หรือนักพฤกษศาสตร์ก็จะสามารถแบ่งแยกพืช
ที่แท้จริงออกจากสิ่งปลอมปนด้วยกล้องจุลทรรศน์ได้ ก่อนจะนำพืชไปเข้าขบวนการสกัด การวิเคราะห์ทาง
เคมีเป็นวิธีการที่ดีในการตรวจวิเคราะห์พืช โดยเฉพาะตัวอย่างพืชที่ได้รับเป็นรูปของผง อย่างไรก็ตาม จะ
ตรวจได้แต่กลุ่มสารเคมีในพืชเท่านั้น ไม่ใช่ตัวของพืชเอง การตรวจทางเคมีอาจตรวจพบสารเคมีเพียงหนึ่ง
ตัวหรือบางตัวเท่านั้น ในพืชจะมีสารเคมีมากมายหลายตัว จึงไม่สามารถบอกว่าพืชนั้นบริสุทธิ์หรือมีสิ่งแปลก
ปลอมหรือไม่ บอกได้แต่เปอร์เซ็นต์หรือสารเคมีบางกลุ่มเท่านั้น

สมุนไพรที่ขายในตลาดมีหลายรูปแบบ เช่น ทั้งต้น ส่วนที่ตัด สับเป็นชิ้น บดเป็นผงละเอียด เป็นต้น
การบอกคุณภาพของพืชสมุนไพรเหล่านี้ต้องอาศัยประสบการณ์ของตัวบุคคลตัวอย่าง เช่น ผู้เขียนมีประสบ
การณ์มากกว่า 15 ปีขึ้นไปในตลาดพืชสมุนไพรได้ประมาณการว่า มากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของพืชสมุนไพร
ที่มีชื่อผิด และอย่างน้อยอีก 20 เปอร์เซ็นต์จะพบพืชสมุนไพรหรือสารสกัดที่ไม่ใช่ตัวที่ระบุปลอมปนอยู่

การสกัด (Extraction)
วิธีการสกัดพืชสมุนไพร มี 3 วิธี ขึ้นกับว่าจะสกัดไปใช้ทำอะไร

  • วิธีที่ 1 สกัดเพื่อให้พืชสมุนไพรเป็นแหล่งของวัตถุดิบทั้งหมด พืชสมุนไพรที่ถูกสกัดอย่างถูกวิธี
    จะปลอดภัยและมีประโยชน์ มีการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยมาเป็นเวลานานแล้ว
    และบันทึกเป็นตำรา ถึงแม้ว่าในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยทำให้พบสารสำคัญของพืช
    สมุนไพรในพืช และมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา สารประกอบนี้อาจเป็นตัวหนึ่งในสารหลาย ๆ ตัวที่มี
    ฤทธิ์ ซึ่งยังไม่ได้รับการตรวจวิเคราะห์ การที่ใช้สารประกอบตัวเดียวเป็นตัวแทนของสารทั้งหมด
    ในพืชตัวนั้น อาจทำให้หลงลืมสารอื่น ๆ และทำให้คุณค่าที่แท้จริงของพืชผิดไป และสูญเสีย
    สมดุลย์ของฤทธิ์บวก (Positive) และฤทธิ์ลบ (Negative) ในพืชสมุนไพร ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทำให้
    แนวทางการใช้ พืชทั้งหมด (Whole) ที่ประกอบด้วยสารเคมีหลาย ๆ ตัว ไม่มีการแยกสารบางส่วน
    เพื่อผลหรือฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาบางอย่าง ผลิตภัณฑ์พืชสมุนไพรที่ใช้ ทั้งหมด ของพืชหรือ สาร
    สกัดรวม
    มักก่อให้ได้ฤทธิ์หรือการนำไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุด โดยที่สารสกัดเหล่านี้ควรผลิตหรือ
    สกัดขึ้นตามวิธีการแบบเก่า
  • วิธีที่ 2 สกัดให้พืชสมุนไพรเป็นกลุ่มของสารเคมีโดยเฉพาะเจาะจง เป็นกลุ่มอาหารเสริม (Nutriceuti
    cals, Phytonutrients) ซึ่งมีฤทธิ์ต่อร่างกาย (Biological activity) พืชกลุ่มนี้อาจเป็นพืชที่มีประวัติการ
    ใช้มายาวนานหรืออาจเป็นพืชธรรมชาติซึ่งมีประวัติเล็กน้อยหรือไม่เคยใช้ทางยาหรืออาหารมาก่อน
    หลักเกณฑ์ที่สำคัญคือพืชจะต้องมีสารที่มีฤทธิ์ต่อร่างกาย บริษัทจะผลิตพืชสมุนไพรตัวใดก็ต่อเมื่อมี
    ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารองรับถึงกลุ่มสารเคมีที่ต้องการในพืชนั้น อย่างไรก็ตาม สารเคมีเหล่านี้
    บางตัวคนก็ไม่เคยใช้มาก่อน หรือยังไม่ได้พิสูจน์ฤทธิ์ที่แท้จริงต่อการใช้เป็นเวลานาน ถึงแม้ว่าพืช
    มีประวัติการถูกใช้มานานแต่การสกัดสารเคมีที่เฉพาะเจาะจงก็ไม่ใช่ตัวแทนของพืชทั้งหมดใน
    ธรรมชาติหรือคุณสมบัติเฉพาะที่ใช้มาแต่โบราณ และไม่นำมาพิจารณาเป็นตัวแทนของพืช ตัวอย่าง
    ที่ยกมาให้เห็นคือ ใบแปะก๊วย หรือ Gingko biloba leaf ถึงแม้ว่าสารสกัดมาตรฐาน (Standardized
    extract) ปัจจุบันได้ใช้อย่างกว้างขวางทั้งในและนอกสหรัฐอเมริกา เพื่อรักษาระบบหมุนเวียนโลหิต
    บกพร่อง มีการศึกษาทางเภสัชวิทยาถึงส่วนประกอบสารเคมี ใบของมันไม่เคยถูกใช้ในยาแผนโบราณ
    มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือรักษาโรคอื่นใด แม้จะมีการตีพิมพ์ของชาวอังกฤษถึงการใช้ในฤทธิ์
    เหล่านี้ก็ตาม ข้อสรุปคือสารสกัดที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาดีจะถูกผลิตโดยมีการควบคุมคุณสมบัติ
    ทางกายภาพและเคมีของสารเหล่านี้
  • วิธีที่ 3 สกัดให้พืชสมุนไพรเป็นวัตถุดิบของยาแผนปัจจุบัน พืชทุกตัวเป็นแหล่งของสารเคมีซึ่งเป็น
    ตัวยาที่สำคัญในใบสั่งแพทย์ ข้อมูลการใช้แต่โบราณหรือประวัติของประสิทธิภาพและความปลอดภัย
    ตลอดจนถึงประโยชน์ของมัน เป็นสิ่งชักจูงให้บริษัทผู้ผลิตยาสนใจการวิจัยพืชสมุนไพรมากและริเริ่ม
    การสกัดเป็นสารเคมีขึ้น การสกัดมุ่งเน้นสารเคมีที่ต้องการ ไม่ต้องการคุณลักษณะของพืชตัวยาที่ได้มี
    ความสัมพันธ์กับพืชตัวตั้งต้นน้อยมากหรือเกือบไม่มีเลย

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้บริษัทฯ บรรลุวัตถุประสงค์ โดยใช้จ่ายน้อยที่สุดนั้น บริษัทฯ ที่เกี่ยวข้อง
ควรศึกษาลักษณะของพืช โดยเฉพาะสมุนไพรจีน ถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณสมบัติของสมุนไพรตาม
แผนโบราณกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ผู้ชำนาญด้านสารเคมีหรือเภสัชวิทยาเพียงด้านเดียว อาจเสียเวลา
ในการทดลองซึ่งจะได้ผลผิด ๆ ถูก ๆ ทางที่ดีควรศึกษาทฤษฎีหรือความเชื่อแต่โบราณ แต่ต้องทำความ
เข้าใจในคำศัพท์เฉพาะเหล่านั้น ความแตกต่างระหว่างความเชื่อ 2 อัน คือ อันแรก ผลิตภัณฑ์จะขาย
โดยไม่มีใบสั่งแพทย์ มักไม่ระบุสรรพคุณที่เจาะจงโดยเฉพาะ ส่วนอันที่สอง คือ มีใบสั่งแพทย์และมี
ตัวยาเดี่ยวซึ่งมักอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา

โดยไม่คำนึงถึงความเชื่อใด ๆ ผู้ผลิตจะต้องรู้จักลักษณะของพืชสมุนไพร รู้ส่วนประกอบของ
สารเคมีเพื่อให้ได้สารสกัดที่ถูกต้อง สำหรับพืชส่วนใหญ่ของทางตะวันตก การสกัดมักใช้แอลกอฮอล์
หรือแอลกอฮอล์ผสมน้ำ (Aqueous alcohol) ที่อุณหภูมิห้อง ขณะที่พืชของทางตะวันออกมักใช้การ
สกัดด้วยความร้อน เช่น การต้มกับน้ำ เป็นวิธีพิเศษโดยเฉพาะที่ใช้กับพืชที่มีตัวยาบำรุง การเดือดกรุ่น ๆ
หรือตุ๋น เป็นเวลานาน ๆ นี้จะให้สารประกอบตัวใหม่

สำหรับสารสกัดในระดับอุตสาหกรรมเพื่อรักษาคุณภาพของสมุนไพร พืชจะถูกสกัดจนหมด
ด้วยตัวทำละลายที่เหมาะสม พืชบางชนิดที่มีส่วนประกอบที่มีกลิ่นหอม ตัวอย่างเช่น mint, angelica,
thyme และ sageโดยปกติจะถูกสกัดที่อุณหภูมิต่ำ และใช้เวลาสั้น ๆ ในขณะที่ส่วนใหญ่ของพืช
สมุนไพรจีน โดยเฉพาะยาบำรุง มักถูกสกัดที่อุณหภูมิสูง และใช้ระยะเวลานาน เพื่อเร่งให้ยาถูก
สกัดมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การต้ม ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้มาแต่โบราณ จะได้สารสกัดที่เป็น ส่วนทั้งหมด ซึ่ง
มีตัวยาสำคัญทั้งหมดและเป็นตัวแทนที่ดีของพืชทั้งต้นบวกกับสารประกอบตัวใหม่ซึ่งอาจเกิดขึ้น
ระหว่างการสกัดนี้ วิธีการสกัดซึ่งต่างไปจากวิธีเดิมแต่โบราณ อาจทำให้ขาดสารสำคัญบางตัว ซึ่งมี
คุณภาพหรือฤทธิ์ต่างไปจากพืชตั้งต้นหรือสารสกัดแบบเก่า ในการสกัดเพื่อต้องการเลือกกลุ่มสาร
เคมีโดยเฉพาะเจาะจง คนทำต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของสารประกอบ
เหล่านั้นและใช้ตัวทำละลายและอุณหภูมิที่เหมาะสม และควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของตัว
ทำละลายบางตัวที่ติดไฟง่ายและทำลายสิ่งแวดล้อม ดังนั้น น้ำ, ethanol, methanol และส่วนผสม
ของน้ำกับ alcohol ที่สัดส่วนต่าง ๆ กัน ก็เพียงพอที่จะสกัดสารและสารเคมีที่เฉพาะเจาะจงหลายตัว
อย่างไรก็ตาม ผู้สกัดจะต้องจำใส่ใจไว้ว่าสารที่ถูกสกัดไม่จำเป็นจะต้องเป็นสารสำคัญกลุ่มใหญ่ และ
กากที่เหลือก็เป็นแหล่งของสารเคมีอีกหลายกลุ่มการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์สารสกัดสมุนไพร

มีการใช้สารสกัดพืชสมุนไพรในอุตสาหกรรมอาหารเสริม ยา อาหาร เครื่องสำอางและอื่น ๆ
อีกมากมักผลิตในรูปของทิงเจอร์ สารสกัดของแข็ง และสารสกัดรูปผงแห้ง คุณภาพของมันมักแสดง
ในรูปความแรง(strength) หรือปริมาณสารมาตรฐาน (standardized) ที่เป็นสารเคมีหรือกลุ่มของสาร
เคมี

ความแรง (Strength)

ผู้ผลิตได้ละเลยการแสดงคุณภาพของสารสกัดจากพืชมานานหลายปี โดยทางกฎหมายผู้ผลิต
จะต้องบอกความแรงของสารสกัด คือต้องบอกปริมาณวัตถุดิบที่ใช้กี่ปอนด์หรือกิโลกรัม เพื่อผลิตสาร
สกัด 1 ปอนด์หรือกิโลกรัม ดังนั้นสารสกัดของ 4X concentrated strength (4:1 หรือ 1:4 ของสารสกัด
จะขึ้นกับบริษัทแต่ละแห่ง) จะหมายความว่า 1 ปอนด์หรือกิโลกรัมของสารสกัด ควรสกัดมาจาก 4
ปอนด์หรือกิโลกรัมของวัตถุดิบพืชสมุนไพร อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติผลิตภัณฑ์สารสกัดจากพืช
มักถูกพบว่า ปิดฉลากผิด มีการเข้าใจคำจำกัดความผิด เกี่ยวกับความแรงของสารสกัด คือคิดว่า "สาร
สกัดที่มีความแรงมาก มักมีคุณภาพดี" มีผู้ให้ความสนใจเรื่องความแรงของสารสกัดน้อยมาก จะอธิบาย
ให้ทราบต่อไป ความเข้าใจผิดในการสกัดพืชสมุนไพรที่มีความแรงสูง (Fallacies in High-
Strength Commercial Herbal Extract)

ถึงแม้ว่าผลิตภัณฑ์สารสกัดจะบอกความแรงเป็น 4 เท่า (4X), 5 เท่า (5X) หรือมากกว่า บาง
อันไม่เคยถูกต้องตามฉลาก หรือไม่มีความแรงตามที่บอกจริง สำหรับ ทุกส่วนหรือ ทั้งหมดของพืช
พืชจะถูกสกัดได้หมดด้วยตัวทำละลายที่เหมาะสม เช่น น้ำ, methanol, ethanol หรือ ส่วนผสมของ
มันใช้หรือไม่ใช้ความร้อน ขึ้นกับวิธีการสกัดแต่โบราณ สำหรับปริมาณพืชที่แน่นอน ยิ่งถูกสกัด
มากเท่าไรก็ยิ่งให้ปริมาณของพืชมากเท่านั้น ดังนั้นวิธีการสกัดที่ให้ปริมาณสารสกัดจำนวนมาก
โดยมากจะให้สารสกัดที่มีความแรงต่ำ ตัวอย่าง พืชวัตถุดิบ 5 ปอนด์ให้สารสกัด 2.5 ปอนด์ ก็คือ
ได้ผล50% มันจะให้ความแรงแค่ 2 เท่า (2X) โดยอีกนัยหนึ่ง วิธีการสกัดที่ให้สารสกัดปริมาณต่ำ
จะเป็นสารสกัดที่มีความแรงสูงตัวอย่างเช่น วัตถุดิบพืช 5 ปอนด์ ให้สารสกัด 1 ปอนด์ ซึ่งเท่ากับ
ได้ผลแค่ 20% แต่จะประกอบด้วยสารสกัดที่มีความแรงสูง 5 เท่า (5X)

มาตรฐาน (Standardization)

สารสกัดพืชเมื่อแสดงเป็นความแรง (Strength) สารสกัดที่ได้มาตรฐานมีปริมาณสาร
สำคัญหรือกลุ่มของสารเคมี ซึ่งสามารถตรวจได้ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ว่ามีฤทธิ์ต่อร่างกาย ซึ่ง
ไม่จำเป็นต้องแสดงคุณสมบัติแต่ดั้งเดิม หรือประโยชน์ของวัตถุดิบของพืชที่ได้วิเคราะห์แล้ว
การใช้สารเคมีมาตรฐานเพื่อจะควบคุมคุณภาพของสารสกัดเป็นพื้นฐานในการศึกษาแบบ
ปัจจุบันเพื่อวิจัยและพัฒนาหรือควบคุมคุณภาพของยา สืบเนื่องจากบทความนี้ พืชที่ใช้เพื่อ
จุดประสงค์เรื่องสุขภาพโดยเฉพาะ ควรจะมีสารสำคัญซึ่งสามารถวัดได้โดยทางเคมี ซึ่งสาร
สกัดจากพืชนี้ควรมีข้อกำหนดที่เป็นมาตรฐานของสารสำคัญซึ่งมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ตัวอย่าง
คือ cascara bark มี cascarosides และ aloins ใบและฝักมะขามแขก (senna leaf and pod) มี
sennosides ยาดำ (drug aloe) มี aloins ใบ fever few มี parthenolide1 ใบแปะก๊วย (Ginko
biloba) มี terpenoids และ flavonoids พืชทั้งหมดนี้สารสกัดจะถูกควบคุมสภาพที่เกี่ยวเนื่อง
กับฤทธิ์ในการรักษาโรค

หลักเกณฑ์ที่น่าสนใจที่สุดของการตั้งมาตรฐานที่ใช้โดยนักเคมีและนักวิทยาศาสตร์ที่
ถูกฝึกมากับการตรวจยาและพนักงานทางเทคนิค คือการตรวจสารเคมีที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
ของสารเคมีที่คาดไว้และการควบคุมคุณภาพอย่างง่าย ๆ ในการวิเคราะห์ทางเคมี ซึ่งจะเป็น
ขั้นตอนง่าย ๆ ที่จะพัฒนาเป็นยาแผนปัจจุบัน แต่แท้จริงแล้วการทำเช่นนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ
ต่อยาสมุนไพรโบราณ ซึ่งมีสารเคมีมากมายและมีฤทธิ์หลายอย่างพร้อมกัน

ในความหลากหลายของสารสกัดที่ได้มาตรฐานของสมุนไพรบำรุงกำลังของ เอเชีย
และอเมริกัน เช่น โสม (ginsengs), schisandra berry, astragalus root eleuthero, เห็ดหลินจือ
(ganoderma), ชะเอม (licorice root) และ ตังกุย (danggui) เหล่านี้ไม่เป็นตัวแทนของพืช
สมุนไพรแผนโบราณ เนื่องจากได้เลือกสารสกัดที่มีสารเคมีกลุ่มที่ต้องการโดยเฉพาะเจาะจง
ต้องใช้วิธีการสกัดที่เฉพาะเจาะจงเช่นกัน วิธีการสกัดนี้จะไม่เป็นวิธีสกัดแผนโบราณ แต่
เป็นวิธีเฉพาะเพื่อให้ได้สารเคมีกลุ่มที่ต้องการเท่านั้น จะทิ้งสารกลุ่มอื่นหรือแม้แต่มีฤทธิ์มาก
กว่าทิ้งไป ตัวอย่างคือ สารสกัดโสม ด้วยวิธีการสกัดแบบใหม่ที่ต่างจากเดิม จะสกัดโสมได้หมด
โดยได้สารสกัดที่เข้มข้นมีความแรง 3 ถึง 4 เท่า มีปริมาณ ginsenosides หลายเท่ามากกว่าของ
ที่พบในรากตั้งต้น การสกัด ginseng มีปริมาณ ginsenosides สูง คือ มากกว่า 25% นั้น แต่จะ
ขาดสารประกอบอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ของโสม และไม่เป็นตัวแทนของโสมทั้งหมดสารสกัด
โสมโดยใช้วิธีสกัดเดิม จะได้สารสกัดทั้งหมดที่ดีแต่มีปริมาณ ginsenosides ต่ำ สารสกัดด้วย
วิธีใหม่จะปิดฉลากว่าเป็น Ginsenoside เข้มข้น สารสกัดเหล่านั้นไม่ใช่ของแท้ ไม่ใช่สารสกัด
โสมทั้งหมด เป็นแต่สารประกอบโสมเข้มข้น (ginseng polysaccharide concentrates) ไม่ใช่
สารสกัดโสมทั้งหมดที่แท้จริง

โปรดติดตามตอน 2.................

แปลจาก Use and Acceptance of Herbs in Consumer Products (Part 1). Drug & Cosmetic Industry. Leung A.Y., Cosp A., Rock G. 1997; 160(2): 40-47.



[ Home | มุมมองผู้บริหาร | โครงสร้างสถาบันวิจัยและพัฒนา | งานวิจัยที่สำคัญและกำลังดำเนินการ | ฐานข้อมูลที่ให้บริการ |
R & D Newsletter | R & D NetZine | สมุนไพรสาธารณสุขมูลฐาน | Web Site ทางยาที่น่าสนใจ | FAQ | Comments ]