วาทิต ศาสตระวาทิต
งานวิจัยเภสัชอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ

Fish oil หรือน้ำมันปลาเป็นสารอาหารประเภทไขมัน ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันในกลุ่ม omega-3
-polyunsaturated fatty acid ซึ่งมีกรดไขมันหลัก ๆ อยู่ 3 ตัว คือ - Linolenic acid (C 18:3 , n-3)
Eicosapen taenoic acid (EPA, C20:5 , n-3) Docosahexaenoic acid (DHA, C22:6 , n-3)

ปัจจุบันเราพบว่าน้ำมันปลามีประโยชน์ในการป้องกัน หรือลดความรุนแรงของโรค หัวใจ
ความดันเลือดสูง ข้ออักเสบ ปวดศีรษะ ไมเกรน และเบาหวาน นอกจากนี้ยังอาจจะป้องกันโรคมะเร็ง
โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคไต และโรคอื่น ๆ ได้อีกด้วย

ความสนใจเกี่ยวกับกรดไขมัน omega-3 เริ่มขึ้นเมื่อแพทย์ชาวเดนมาร์คกลุ่มหนึ่งสนใจใน
รายงานผลการใช้ aspirin ในการป้องกันปัญหาหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โดย aspirin จะออกฤทธิ์
ต้านการแข็งตัวของเลือด แพทย์จึงเริ่มเข้าใจสมมุติฐานของการเกิดโรคหัวใจอุดตัน โดยพบว่าการ
เกิดลิ่มเลือด (thrombo genesis) เป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งของปัญหาโรคหัวใจและ
หลอดเลือด จากความเข้าใจอันนี้ เมื่อโยงไปถึงข้อมูลที่ว่าชาวเอสกิโมมีปัญหาเรื่องโลหิตแข็งตัวช้า
และมีเปอร์เซ็นของผู้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำ เมื่อศึกษาถึงโภชนาการ พบว่า อาหารที่
ชาวเอสกิโม รับประทานใน ชีวิตประจำวัน คือปลาและแมวน้ำ ซึ่งมีกรดไขมัน omega-3 ปริมาณ
สูง
แพทย์และนักวิจัยจึงเริ่มหันมาให้ ความสนใจต่อกรดไขมัน omega-3 เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

กลไกของกรดไขมัน omega-3 ในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดมีอยู่หลายประการ
เช่น EPA จะเป็นสารตั้งต้นในการ สร้าง eicosanoids โดยเฉพาะอย่างยิ่ง series-3 prostaglandins และ
series-5 leucotriene (LTB-5) ซึ่งสารหลาย ๆ ตัวในกลุ่มดังกล่าวจะช่วยลดการจับตัวกันของเกล็ดเลือด
ทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ช้าลง จึงช่วยลดความเสี่ยงของอันตรายจากโรคหัวใจและ หลอดเลือด นอกจากนี้
กรดไขมัน omega-3 ยังช่วยเพิ่มความลื่นไหลของผนังเซลล์ อาจจะมีผลช่วยสาร Endothelium สาร
Endothelium Derived Releasing Factor (EDRF) ในการลดความดันโลหิต และลดการสร้าง Tria
-cylglycerols และ triglycerides ในตับส่งผลให้ cholesterol และ lipoprotein LDL ลดลง

ในกรณีของโรคข้ออักเสบ พบว่า EPA ลดการสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ เนื่องจากปัจจัย
สำคัญอย่างหนึ่งในกระบวนการที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ได้แก่ series-4 leucotriene (LTB-4) ซึ่งเนื้อเยื่อ
ในร่างกายสามารถสร้างได้จากกรดไขมัน omega-6 แต่ถ้าเป็นกรดไขมัน omega-3 หรือ EPA แล้ว
ร่างกายจะสร้างเป็น LTB-5 แทน ซึ่งไม่มีผลร้ายต่อร่างกาย

EPA จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของ การสังเคราะห์ prostaglandin และลดการหลั่ง serotonin
ของเกร็ดเลือด ทำให้การรวมกลุ่มของเกร็ดเลือดลดลง ในระยะที่มีการบีบตัวของหลอดเลือดในสมอง
ดังนั้นการให้ EPA จะสามารถลดอาการของไมเกรนลงได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามการใช้กรดไขมัน omega-3
อาจจะมีปัญหาในผู้ที่ป่วยด้วยโรคบางประเภท เช่น ในกรณีของผู้ที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่ง
insulin (NIDDM) พบว่าอาจจะทำให้การ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดทำไม่ได้ เนื่องจากเชื่อว่าจะเกิด
glycerol จากการย่อยสลายน้ำมันปลาผ่านเข้าสู่กระบวนการสร้าง glucose (gluconeogenesis) มากขึ้น
ระดับ glucose จึงสูงขึ้นถึงระดับที่ควบคุมไม่ได้

ในด้านพัฒนาการของร่างกายมีราย งานว่าพบกรดไขมัน DHA สะสมอยู่มากที่บริเวณสมองและ
เรตินาของดวงตา และยังพบว่าในน้ำนมมารดาก็มี DHA สูงเช่นกัน จึงเชื่อว่า DHA จะมีผลต่อการพัฒนา
ของสมองและการมองเห็นของทารก จึงมีข้อแนะนำให้เสริม DHA ในนมสูตรที่ใช้เลี้ยงทารกด้วย นอก
จากนี้ยังมีรายงานว่า DHA อาจจะช่วยแก้โรคความจำเสื่อมชนิด Alzeimer's disease ได้และยังจะลดอาการ
ซึมเศร้าในคนชราที่มี cholesterol ต่ำด้วย

แหล่งของกรดไขมัน omega-3 ที่สำคัญได้แก่ ปลาทะเลและสัตว์ทะเลต่างๆ ซึ่งปลาและสัตว์
ทะเลจะสะสมกรดไขมัน omega-3 จากแพลงตอนไดอะตอม และสาหร่ายทะเลที่กินเข้าไป ทั้งนี้พบว่า
พืชและสัตว์เล็กๆ เหล่านี้สร้างกรดไขมัน omega-3 ขึ้นใน chloroplast เป็นหลัก ส่วนในน้ำมันพืช
ที่ได้จากพืชพวกถั่วเหลือง ถั่วลูปิน น้ำมันคาโนวา ก็มีกรดไขมัน -linolenic ในปริมาณสูงเช่นกัน

เอกสารอ้างอิง

1. วินัย ดะห์ลัน กรดไขมันไม่อิ่มตัวโอเมก้า-3 บทบาทใหม่ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรม
รายงานประจำปี 2538 - 2539 สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย
2. สมพงษ์ สหพงศ์ น้ำมันปลา น้ำมันลดไขมัน, พิมพ์ครั้งที่ 4, สำนักพิมพ์รวมทรรศน์,
กรุงเทพฯ กรกฎาคม 2538



[ Home | มุมมองผู้บริหาร | โครงสร้างสถาบันวิจัยและพัฒนา | งานวิจัยที่สำคัญและกำลังดำเนินการ | ฐานข้อมูลที่ให้บริการ |
R & D Newsletter | R & D NetZine | สมุนไพรสาธารณสุขมูลฐาน | Web Site ทางยาที่น่าสนใจ | FAQ | Comments ]