สมจริง รุ่งแจ้ง
งานวิจัยเภสัชเคมีภัณฑ์

เมื่อผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน หลังจากที่รังไข่ (ovary) ไม่สามารถสร้างฮอร์โมน
estrogen ได้แล้ว ภายใน 5-10 ปี จะทำให้มีการสูญเสียกระดูกอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้กระดูกมีปริมาณ
ลดลง เป็นผลให้กระดูกแตกหักได้ง่ายจนอาจเกิดอาการที่เรียกว่า "กระดูกพรุน (osteoporosis)" ได้
นั่นเอง กระดูกพรุน (osteoporosis) แบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ ดังนี้1
1. Primary osteoporosis มีสาเหตุมาจาก
1.1 postmenopausal osteporosis จะเกิดหลังจากที่หมดประจำเดือนแล้วประมาณ 10 ปี
จะพบมากในสตรีอายุประมาณ 60-70 ปี จะมีการสูญเสียกระดูกส่วน trabecular ซึ่งมีผลทำให้
กระดูกสันหลังแตกหักได้ง่าย และมีการแตกหักของกระดูกส่วน distal นอกจากนี้อาจมีอาการอื่น ๆ
เช่น ปวดหลังทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง, kyphosis และความสูง ลดลง
1.2 senile osteoporosis มักจะเกิดกับคนที่มีอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไปซึ่งจะเป็นได้ทั้งในผู้หญิง
และผู้ชาย โดยจะมีการสูญเสียกระดูกส่วน cortical และ trabecular ซึ่งจะทำให้กระดูกสะโพก และ
กระดูกสันหลังแตกหักได้ง่าย การที่กระดูกสันหลังแตกหักจะทำให้เกิดอาการปวดหลัง และ kyphosis
ได้ และการที่สะโพกแตกหักจะมีปัญหามากเพราะจะไม่สามารถทำให้ยืนด้วยตัวเอง หรือทำอะไรด้วย
ตัวเองได้ จนอาจถึงตายได้
2. Secondary osteoporosis มีสาเหตุมาจาก
2.1 Cushing 's syndrome (รวมทั้งที่เกิดจากการใช้ glucocorticoid)
2.2 hyperthyroidism
2.3 ต่อมสืบพันธุ์เพศชายเสื่อมไม่เจริญเติบโต (hypogonadism)
2.4 ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ (immobilization)
2.5 ได้รับ heparin เป็นเวลานาน (chronic heparin administration)
2.6 osteogenesis imperfecta และอาการผิดปกติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่จะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้อีก2
-คนที่มีรูปร่างผอม เนื่องจาก เซลล์ไขมันสามารถที่จะเปลี่ยนสภาพของฮอร์โมนที่ขับออกจากต่อม
adrenal ให้กลายเป็นฮอร์โมน estrogen ได้ เพราะฉะนั้นคนผอมที่มีเซลล์ไขมันน้อยก็ทำให้มีโอกาสที่จะ
ทำให้เกิดกระดูกพรุนได้ง่าย
-คนที่ได้รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมต่ำ เพราะแคลเซียมมีความสำคัญต่อกระดูกอย่างมาก
-คนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายนั้นจะมีผลต่อการหดตัวของกล้ามเนื้อซึ่งจะ
ไปกระตุ้นพัฒนาการของกระดูกนั่นเอง
-คนที่ชอบสูบบุหรี่ ดื่มกาแฟและสุรา เพราะการดื่มกาแฟมาก ๆ จะไปขัดขวางการดูดซึมของ
แคลเซียม เพราะฉะนั้นไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละ 3 ถ้วย
-อาหารที่มีโปรตีนสูง ซึ่งยังไม่ทราบกลไกมากนัก แต่อาจทำให้เกิดกรดขึ้นมากเนื่องจากการย่อย
เนื้อ และร่างกายก็นำแคลเซียมออกจากกระดูกเพื่อที่จะทำให้กรดนั้นเป็นกลาง
-ประวัติครอบครัว
การป้องกัน
1. Estrogen ในสตรีที่ใกล้หมดประจำเดือนที่มีความเสี่ยงที่จะมีอาการกระดูกพรุน และได้รับการตรวจ
ความหนาแน่นของกระดูกแล้วพบว่ามีโอกาสเสี่ยงที่กระดูกจะแตกหักได้ง่าย (ความหนาแน่นของกระดูก
น้อยกว่าค่าเฉลี่ย 1 S.D) อาจจำเป็นที่จะต้องได้รับ estrogen (estrogen replacement therapy)
แต่จะต้องพิจารณาถึงประโยชน์และโทษที่จะได้รับด้วย (risk and benefit ratio) ซึ่งถ้าเสี่ยงต่อการ
เป็น coronary artery disease และมะเร็งเต้านมก็จะแนะนำให้ใช้ estrogen ในระยะสั้น
estrogen replacement therapy แบ่งเป็น
1.1. unopposed estrogen
1.1.1.conjugated estrogen 0.625 mg รับประทานวันละ 4 ครั้ง หรือ
1.1.2.transdermal estradiol 0.05 mg/day แปะอาทิตย์ละ 2 ครั้ง
1.2. estrogen + cyclic progestin
1.2.1.estrogen ร่วมกับ
1.2.2.progesterone เช่น Medroxyprogesterone 5-10 mg รับประทานวันละ 4 ครั้ง เดือน
ละ 10-14 วัน(วันที่ 1ถึงวันที่ 14)
1.3. estrogen + continuous progestin
1.3.1.estrogen ร่วมกับ
1.3.2.progesterone เช่น Medroxyprogesterone 2.5 mg รับประทานวันละ 4 ครั้ง
การรับประทานควรจะเริ่มรับประทานตั้งแต่หมดประจำเดือน เพื่อลดความเร็วของการสูญเสีย
เนื้อกระดูก ระยะเวลาที่ใช้ยังไม่มีรายงานแน่นอนแต่อย่างน้อยประมาณ 10 ปี
ข้อควรระวัง
-ในคนที่เป็นมะเร็งเต้านม, มะเร็งมดลูก, ภาวะที่ลิ่มเลือดจุกหลอดเลือด (thromboembolic
disease), โรคตับแบบเฉียบพลัน เลือดออกที่ช่องคลอด (vaginal bleeding)
-เต้านมมีเซลล์ที่กลายเป็นเส้นใย (fibrocystic breast disease), เนื้องอกที่ประกอบด้วย
เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อที่มดลูก (uterine myomas) ภาวะที่เนื้อเยื่อบุมดลูกเกิดในที่ต่าง ๆ ของเชิงกราน
หรือผนังช่องท้อง (endometriosis) หรือมีประวัติครอบครัวว่าเป็นมะเร็งเต้านม
ผลข้างเคียง
เต้านมมีความไวอย่างผิดปกติต่อการสัมผัสหรือการกด (breast tenderness), พอง และ
ปวดหัว ซึ่งถ้ามีอาการต่าง ๆ เหล่านี้อาจลดปริมาณยาได้, เลือดไหลเหมือนอาการประจำเดือน
(menstrual bleeding) อาจจะเกิดได้กับผู้หญิงที่ใช้ estrogen + cyclic progestin แต่จะพบ
ได้น้อยหลังจากที่ได้รับ estrogen + continuous progestin ไปแล้วประมาณ 6 เดือน
unopposed estrogen อาจทำให้เกิด มะเร็งที่มดลูก จากผลข้างเคียงต่าง ๆ เหล่านี้ที่เกิด
ขึ้นทำให้ปัจจุบันได้มีการศึกษาค้นคว้าถึงการนำ phytoestrogen ที่ได้มาจากสมุนไพรธรรมชาติมา
ใช้แทนกันอย่างกว้างขวาง
2. Calcium1,3
แคลเซียมจะช่วยลดปริมาณการสูญเสียของกระดูก และลดโอกาสที่กระดูกจะแตกหักได้ง่ายใน
สตรีวัยหมดประจำเดือน ในสตรีวัยหมดประจำเดือน แนะนำให้รับประทานวันละ 1500 mg และสตรี
วัยใกล้หมดประจำเดือนวันละ 1000 mg ซึ่งแคลเซียมที่มีอยู่ตามท้องตลาดนั้นมีหลายรูปแบบด้วยกัน
เช่น แคลเซียมแลคเตต, แคลเซียมกลูโคเนต แคลเซียมซี-เตรท เป็นต้น ผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน
จะแนะนำให้รับประทานแคลเซียมคาร์บอเนตให้มีปริมาณแคลเซียม 500 - 1000 mg/day ร่วมกับ
วิตามินดี 400 - 800 ยูนิต
ข้อควรระวัง
-hypercalcemia sarcoidosis, โรคหัวใจรุนแรง, ได้รับการรักษาด้วย digitalis glycoside, มี
ก้อนนิ่วจากแคลเซียมที่ไต (calcium nephrolithiasis)
อาการข้างเคียง
-ท้องผูก, มีลมในกระเพาะ (ในกรณีที่ใช้ปริมาณสูง), ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
-hypercalcemia, hypercalciuria นิ่วที่ไต อาการของ hypercalcemia จะมีอาการคลื่นไส้
อาเจียน, ท้องผูก, ปวดท้อง, ปากแห้ง และปัสสาวะบ่อย
แคลเซียมที่มีในท้องตลาดมีดังตารางต่อไปนี้3

3. Raloxifene (60 mg รับประทานวันละ 4 ครั้ง)
Raloxifene เป็นยาในกลุ่ม nonsteroidal benzothiopene ตัวใหม่ ใช้ป้องกันการสูญเสียกระดูกใน
สตรีวัยหมดประจำเดือนโดยจะต้องใช้อย่างน้อย 6 เดือน นอกจากนี้จะมีผลต่อไขมันคล้าย ๆ การได้รับ
estrogen เช่น ลดปริมาณโคเลสเตอรอล และระดับ LDL แต่ไม่มีผลต่อการเกิดการหนาตัวของมดลูก
(endometrial hyperplasia)
4. การออกกำลังกาย เช่น การเดิน
5. ป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผล ซึ่งสำคัญมาก เพราะจากการรายงานพบว่าการที่สะโพกกับเอวมีการแตกหัก
ได้เพราะมีสาเหตุมาจากการตกจากที่สูง
6. ต้องได้รับปริมาณ thyroid hormone อย่างเพียงพอ
การรักษา1
แนวทางการรักษา เพื่อเพิ่มปริมาณกระดูกและลดโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้กระดูกแตกหัก แคลเซียม
ร่วมกับวิตามินดีเหมาะที่จะให้กับผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการแตกหักของกระดูกสะโพกได้ง่าย
Bisphosphonates + calcitonin จะเหมาะกับ
1. ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 75 ปี
2. ผู้หญิงที่มีข้อห้ามของการใช้ estrogen
3. ผู้ชาย
1. Alendronate (10 mg รับประทานวันละ 4 ครั้ง) จะช่วยเพิ่มมวลของกระดูกสะโพกและกระดูกโดยรวม
และลดโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกแตกหักได้ ซึ่งจะต้องใช้อย่างน้อย 6 เดือน และจะอยู่ในสภาพปกติเมื่อใช้
เวลา 3 ปีขึ้นไป และจะดูดซึมได้ดีถ้ารับประทานก่อนอาหาร ประมาณ 30 นาที ผลข้างเคียง หลอดอาหาร
อักเสบ (chemical esophagitis) แต่สามารถป้องกันโดยการรับประทานน้ำตามมาก ๆ
นอกจากนี้อาจใช้ etidronate 400 mg รับประทานวันละ 4 ครั้ง โดยจะให้ใน 2 อาทิตย์แรก และตาม
ด้วย แคลเซียมคาร์บอเนต 500 mg รับประทานวันละ 4 ครั้ง อีก 10 สัปดาห์ หรืออาจให้ bisphosphonate
ก็ได้
ผลข้างเคียง อาเจียน, ท้องเสีย, osteomalacia
2. Calcitonin
จะเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก อาจให้ salmon calcitonin ในรูปของ parenteral หรือ intranasal
ก็ได้ เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกสันหลัง และจะช่วยลดอัตราเสี่ยงของการแตกหักของกระดูกสันหลัง
โดยที่จะไม่มีผลทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้นอีกหลังจากใช้เป็นเวลา 2 ปี แต่ปริมาณที่เหมาะสมนั้นยังไม่มีข้อมูล
รายงาน แนะนำให้ใช้ 50 ยูนิต (ฉีดใต้ผิวหนัง) วันละ 4 ครั้ง หรืออาจให้ 3 ครั้งต่ออาทิตย์ก็ได้ ซึ่งจะทำให้มี
ผลข้างเคียงโดยจะเกิดอาการอาเจียน, ร้อนวูบวาบ, แพ้ หรืออาจให้ intranasal 200 ยูนิตต่อวัน ผลข้างเคียง
rhinitis, epistaxis, nasal ulceration
3. Slow release sodium fluoride
จะกระตุ้นการสร้างกระดูกใหม่โดยให้ dose 25 mg รับประทาน 25 mg วันละ 2 ครั้ง โดยให้ร่วมกับ
แคลเซียม 400 mg วันละ 2 ครั้ง จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกสันหลังและ femoral และลดอัตรา
การเสี่ยงที่จะเกิดการแตกหักของกระดูกสันหลัง โดยจะมีวิธีให้ใน 1 ปี หรือ 12 เดือน จะต้องหยุด 1 เดือน
กระดูกจะมีความหนาแน่นมากที่สุดหลังจาก 2 ปี และจะมีอาการปกติเมื่อใช้เป็นเวลา 4 ปี
ผลข้างเคียง เช่น เลือดออกในกระเพาะอาหาร (gastic bleeding)
ซึ่งถ้าสตรีวัยใกล้หมดประจำเดือนสามารถป้องกันได้ ตามขั้นตอนต่างๆ ที่ได้รับการแนะนำไปก็เชื่อ
แน่ว่าโรคกระดูกพรุนอันน่ากลัวคงจะไม่มาเยือนอย่างแน่นอน
เอกสารอ้างอิง
1. Charles FC, Hans HL and Keith FW. The Washington Manual of Medical
Theraprutics.
Philadephia - New York: Lipponcott-Raven Publishers, 1998: 450 -454.
2. วิจิตร บุญยะโหตระ. วัยทอง เล่ม1. กทม: สยามบรรณการพิมพ์, 2538: 115-119.
3. Anderson PO. and Knobon JE. Handbook of Climical Drug Data.Stamford:
Appleton &Lange, 1997: 574 - 576.








[Home |มุมมองผู้บริหาร |โครงสร้างสถาบันวิจัยและพัฒนา |งานวิจัยที่สำคัญและกำลังดำเนินการ |ฐานข้อมูลที่ให้บริการ |
R & D Newsletter |R & D NetZine |สมุนไพรสาธารณสุขมูลฐาน | Web Site ทางยาที่น่าสนใจ | FAQ |Comments ]