ดร.ปริญญา อรุโณทยานันท์
วิจัยและพัฒนาเภสัชกรรม


โรคท้องร่วง (Diarrhoea) ซึ่งดูเหมือนจะเป็นโรคธรรมดาที่พบได้บ่อยนั้น จริงๆ
แล้วนับเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกเลยทีเดียวเพราะเป็นสาเหตุหลักของการตายในเด็กทั่วโลก
โรคท้องร่วงมักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส โดยผ่านทางอาหารหรือน้ำที่เสีย หรือ
สกปรก หรือการรับประทานอาหารด้วยมือที่สกปรก เมื่อติดเชื้อจะทำให้เกิดการถ่ายเป็นน้ำเหลว
ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว ในผู้ป่วยเด็กที่มีอาการท้องร่วงจะ
เกิดภาวะขาดน้ำได้เร็วและอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

อันตรายจากโรคท้องร่วง
อันตรายรุนแรงที่เกิดจากโรคท้องร่วง คือ การเสียชีวิตจากภาวะขาดน้ำและการเกิดภาวะ
ขาดสารอาหาร (malnutrition)

ภาวะขาดน้ำ (dehydration)
การติดเชื้อที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วง จะทำให้ร่างกายสูญเสียความสามารถในการดูดซึม
เกลือแร่และน้ำ ทำให้อัตราการสูญเสียน้ำมีมากกว่า ก่อให้เกิดภาวะขาดน้ำได้ (dehydration)
หากเกิดการสูญเสียน้ำ 5% ของน้ำหนักตัวจากการท้องร่วง จะทำให้เกิดเพียงอาการ
กระหายน้ำ แต่ถ้ามากกว่านี้จะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ชีพจรเต้นเร็วและเบา ผิวหนังขาดความยืด
หยุ่น ความดันโลหิตต่ำ ปริมาณปัสสาวะลดลง กระหายน้ำอย่างมาก
และถ้าหากมีการสูญเสียน้ำมากกว่า 10% จะทำให้เกิดอาการช็อก ซึม อ่อนเพลีย การ
ทำงานของไต และเส้นเลือดส่วนปลายผิดปกติ ความเป็นกรดใน ร่างกายสูงขึ้น และอาจเสียชีวิตได้
โรคท้องร่วงเฉียบพลัน (acute diarrhoeal disease) เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการตายใน
ผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลกมากกว่า 3 ล้านคนต่อปี พบว่าเด็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบ โดยเฉพาะใน
ประเทศกำลังพัฒนามีโอกาสที่จะเกิดท้องร่วงได้ถึงปีละ 2-3 ครั้ง ซึ่งในช่วงอายุ 2 ปีแรก เด็กจำนวน
20 คน จาก 1,000 คนมีโอกาสที่จะเสียชีวิตจากอาการท้องร่วง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขภาวะ
ขาดน้ำด้วยการให้น้ำทดแทน (rehydration) แก่ร่างกาย

ภาวะขาดสารอาหาร (malnutrition)
ไม่เพียงแต่เป็นสาเหตุหลักของการตายของเด็กในประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น โรคท้อง
ร่วง ยังเป็นสาเหตุหลักของภาวะขาดสารอาหาร (malnutrition) ทำให้การเพิ่มของน้ำหนักตัวและ
ส่วนสูงของเด็กไม่สมบูรณ์ เด็กที่ขาดสารอาหารเหล่านี้ก็จะมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะท้องร่วงได้บ่อย
และรุนแรงกว่าปกติด้วย ภาวะขาดสารอาหารจากอาการท้องร่วงเกิดจากการสูญเสียสารอาหารที่จำ
เป็นออกจากร่างกาย เด็กที่มีภาวะขาดสารอาหารมักจะเกิดท้องร่วงได้ง่าย และอาการท้องร่วงเอง
ก็เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะขาดสารอาหารด้วย

ความผิดปกติทางด้านโภชนาการที่เป็นผล จากอาการท้องร่วงบ่อยๆ นั้นยังเกิดขึ้นจาก
หลายๆ ปัจจัย เช่น
- เด็กจะมีความอยากอาหารลดลง ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง
- ผู้ปกครองเองก็มักจะงดให้อาหารกับเด็กที่มีอาการท้องร่วง อาเจียน
- ในระหว่างและภายหลังเกิดอาการท้องร่วง ลำไส้จะดูดซึมสารอาหารได้น้อยลง
- การเผาผลาญอาหารของเนื้อเยื่อในร่างกายเปลี่ยนแปลง
- เด็กที่มีอาการท้องร่วงซ้ำบ่อยๆ มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
นอกจากที่อาการท้องร่วงในเด็กจะลดทอนคุณภาพชีวิตแล้ว ยังมีผลทางด้านงบประมาณ
ด้านสุขภาพด้วย พบว่า กว่า 30% ของผู้ป่วยเด็กเหล่านี้มีภาวะขาดน้ำเฉียบพลัน (acute
dehydration) ต้องนำเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อแก้ไขการสูญเสียน้ำโดยให้ของเหลวทดแทน
ทางเส้นเลือด (intravenous fluids) ซึ่งมีราคาแพง รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับ ยาอื่นๆ เช่น ยาปฏิชีวนะ เป็นต้น

ORAL REHYDRATION THERAPY (ORT)
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้เองที่เริ่มมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลกทำให้ปัญหาดัง
กล่าวไม่ใช่ปัญหาหลักทางสาธารณสุขอีกต่อไปโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว การค้นพบทางด้าน
วิทยาศาสตร์ ได้นำมาซึ่งความรู้พื้นฐานง่ายๆ ที่ช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาหลักดังกล่าวได้ทั่วโลก
และการพัฒนาที่ดูเหมือนง่ายแต่เป็นการรักษาที่เป็นประโยชน์สำคัญที่สุดคือ การรักษาภาวะขาดน้ำ
โดยการให้ของเหลวทดแทนโดยการรับประทาน หรือ Oral Rehydration Therapy (ORT)
นั่นเอง การรักษาภาวะขาดน้ำแบบ ORT เป็นวิธีที่ง่าย ราคาถูก และมีประสิทธิภาพที่สุด เด็กๆ กว่า
ล้านคนทั่วโลกที่ต้องตายจากอาการท้องร่วงโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา สามารถรอดชีวิตจาก
ภาวะขาดน้ำได้ถ้าได้รับ ORT ทันเวลา

ORT คือการให้ของเหลวทดแทนโดยการรับประทานเพื่อป้องกันหรือแก้ไขภาวะขาดน้ำ
ที่มีสาเหตุมาจากอาการท้องร่วง ทันทีที่เริ่มมีอาการท้องร่วง ควรเริ่มให้สารละลายของผงน้ำตาล
เกลือแร่
หรือ Oral Rehydration Salts (ORS) Solutions ทันทีเพื่อป้องกันและรักษา
อาการขาดน้ำ ซึ่งเมื่อละลายผงน้ำตาลเกลือแร่ด้วยน้ำสะอาดตามปริมาณที่กำหนดจะได้สารละลายที่
มีส่วนประกอบของสารสำคัญที่ร่างกายสูญเสียเมื่อเกิดอาการท้องร่วง และสามารถรักษาภาวะขาดน้ำ
ที่เกิดจากอาการท้องร่วงเฉียบพลันทุกชนิดได้ แต่หากหา ORS ไม่ได้ก็อาจให้การรักษาง่ายๆ ด้วย
การให้ดื่มของเหลว เช่น ชา ซุป น้ำข้าว น้ำผลไม้ ที่หาได้ง่ายๆ ในบ้านเพื่อช่วยทดแทนน้ำ น้ำตาล
เกลือแร่ที่ร่างกายสูญเสียไปก่อนก็ได้

โดยปกติอาการท้องร่วงเฉียบพลันมักจะหายภายในไม่กี่วัน ORS ไม่ได้หยุดอาการท้อง
ร่วง แต่จะช่วยทดแทนของเหลวและเกลือแร่ที่สำคัญที่ร่างกายสูญเสียไป จึงช่วยป้องกันหรือรักษา
อาการขาดน้ำและลดอันตรายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ การรักษาด้วย ORS เพียงอย่างเดียวก็มี
ประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการท้องร่วงเฉียบพลัน ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ที่ถ่ายเหลว
เป็นน้ำ ได้ 90 - 95% ทำให้การรักษาด้วยการให้ของเหลวทางหลอดเลือดซึ่งมีราคาแพงไม่มีความ
จำเป็นอีกต่อไปยกเว้นในกรณีที่รุนแรงจริงๆ

เกลือ เช่น sodium chloride (NaCl) เมื่อละลายน้ำจะแตกตัวเป็นประจุบวก Na+ และ
ประจุลบ Cl- เกลือที่ละลายน้ำและแตกตัวมีประจุไฟฟ้าเช่นนี้เรียกว่า เกลือแร่ หรือ electrolyte ซึ่ง
ในกรณี Na+ และ Cl- ประจุทั้งสองแต่ละประจุจะสามารถเกาะอยู่กับน้ำ 3-4 โมเลกุล อย่างหลวมๆ
และจากการที่น้ำและเกลือแร่ เช่น Na+ เกาะกันอยู่ เมื่อมีภาวะท้องร่วง ร่างกายสูญเสียน้ำ ก็จะสูญ
เสียเกลือแร่ไปด้วย เกลือแร่เหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกายทั้งสิ้น

การพัฒนาการรักษาแบบ ORT เกิดขึ้นจากการค้นพบว่า การลำเลียงเกลือโซเดียม
(sodium transport) และการลำเลียงน้ำตาลกลูโคส (glucose transport) เกิดขึ้นควบคู่กันไปใน
ลำไส้เล็กแบบ co-transport coupling mechanism (รูปที่ 1) ดังนั้น น้ำตาลกลูโคสจึงสามารถ
ช่วยเร่งการดูดซึมเกลือและน้ำทางลำไส้เล็กได้อย่างมาก การดื่มสารละลายผสมของเกลือ น้ำตาล
และน้ำ จึงสามารถช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำได้ วารสาร The Lancet. British Scientific Journal
ฉบับที่ 5 เดือนสิงหาคม 1978 ถึงกับกล่าวว่าเป็นการค้นพบหนึ่งที่สำคัญที่สุดทางการแพทย์ใน
ศตวรรษที่ผ่านมา

ก่อนหน้าที่จะมีการค้นพบการรักษาโดย ORT นั้น เมื่อมีอาการท้องร่วง ผู้ป่วยจะได้รับ
การรักษาด้วยการให้ของเหลวทดแทนทางหลอดเลือด (intravenous therapy) เท่านั้น ซึ่งต้อง
ให้โดยบุคลากรทางการแพทย์ในสถานพยาบาลเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้ภาวะขาดน้ำสามารถป้องกัน
ได้ง่ายๆ ด้วยสารละลาย ORS ที่สามารถเตรียมได้เองที่บ้าน ตามข้อแนะนำของ American
Academy of Pediatrics Practice Guidelines ซึ่งระบุว่า ORT มีประสิทธิภาพในการรักษา
ภาวะขาดน้ำระดับอ่อนถึงระดับกลางได้ดีพอๆ กับการรักษาด้วย intravenous therapy

ในภาวะที่ลำไส้เล็กมีการทำงานปกติ จะมีการแลกเปลี่ยนน้ำผ่านผนังลำไส้ตลอดเวลาใน
แต่ละวัน น้ำกว่า 20 ลิตรจะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดและปริมาณเท่าๆ กันก็จะถูก
ขับออกจากร่างกายเช่นกัน (ตารางที่ 1)

เมื่อเกิดอาการท้องร่วง ปริมาณน้ำที่สูญเสียทางอุจจาระและอาจรวมถึงการอาเจียนจะ
เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดเสียสมดุลน้ำในร่างกาย ปริมาณน้ำที่สูญเสียต่อวันอาจมากกว่าที่ได้รับหลายลิตร
นอกจากการสูญเสียน้ำแล้ว ร่างกายจะสูญเสียโซเดียมในรูปของประจุ Na+ ซึ่งละลายอยู่ในของเหลว
นอกเซลล์ (extracellular fluid) เป็นส่วนใหญ่ เช่น ในพลาสมา ความเข้มข้นของ Na+ ปกติใน
extracellular fluid ควรจะอยู่ที่ 135- 150 mmol/L เพื่อให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ

การให้รับประทานสารละลายของเกลือ เพียงอย่างเดียวไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เพราะใน
ภาวะที่เกิดอาการท้องร่วงกลไกในการดูดซึม Na+ ผ่านผนัง ลำไส้เล็กจะสูญเสียไป เมื่อ Na+ ไม่
สามารถถูกดูดซึมได้ก็ทำให้น้ำไม่ถูกดูดซึมไปด้วย นอกจากนี้การที่มี Na+ ออกมาอยู่ในลำไส้เล็ก
ยิ่งก่อให้เกิดการดูดน้ำ ตามออกมาในทางเดินลำไส้ทำให้อาการท้องร่วงรุนแรงยิ่งขึ้นด้วย

แต่เมื่อเติมกลูโคสลงไปในสารละลายเกลือ กลูโคสจะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้ ซึ่งกลไก
นี้ไม่ถูกรบกวนเมื่อมีอาการท้องร่วง นอกจากนี้การดูดซึมกลูโคสยังเกิด co-transport coupling
mechanism กับ Na+ ด้วย กล่าวคือเมื่อ 1 โมเลกุลของกลูโคสถูกดูดซึม จะทำให้ Na+ อีก 1
ประจุถูกดูดซึมด้วย ส่งผลให้โมเลกุลของน้ำถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้ตาม Na+ เข้าไปสู่กระแสเลือด
ด้วย (รูปที่ 1)

นอกจากกลูโคสแล้ว ยังมีสารอื่นๆ ที่สามารถco-transport Na+ ได้อีกเช่น amino
acids (glycine), dipeptides, tripeptides เป็นต้น

ส่วนประกอบของ ORAL REHYDRATION SALTS (ORS)
สูตรของ ORS ที่องค์การอนามัยโลก (WHO, World Health Organization) และ
UNICEF แนะนำมีส่วนประกอบดังแสดงในตารางที่ 2 ส่วนประกอบทั้งสี่อย่างนี้ผสมรวมกันใน 1
ซอง เพื่อนำไปละลายน้ำสะอาดตามปริมาตรที่กำหนด ซึ่ง WHO แนะนำให้ละลาย 1 ซองในน้ำ 1
ลิตร ส่วน ORS ขององค์การเภสัชกรรมผลิตขึ้นในขนาดซองที่เล็กกว่าของ WHO 1 ใน 4 เท่า
เพื่อละลายน้ำ 250 มิลลิลิตร เพื่อความสะดวกในการละลายครั้งละ 1 แก้ว ซึ่งจริงๆ แล้ว ORS ของ
ทั้ง WHO และ องค์การเภสัชกรรมเป็นสูตร เดียวกัน ประกอบด้วยเกลือชนิดเดียวกันในสัดส่วน
เดียวกัน เมื่อละลายน้ำตามปริมาณที่กำหนดแล้วให้ความเข้มข้นของเกลือแร่แต่ละตัวเท่ากัน
(ตารางที่ 3)

ควรให้ผู้ป่วยจิบรับประทานสารละลาย ORS ในปริมาณน้อยๆ ไปเรื่อยๆ แต่
จิบบ่อยๆ และควรจะเตรียมสารละลาย ORS ใช้ใหม่หากเตรียมแล้วใช้ไม่หมดภายใน
24 ชั่วโมง
พยายามให้อาหารอื่นแก่ผู้ป่วยเด็กด้วย เช่น ให้ดื่มนมแม่ น้ำผลไม้ และให้อาหารที่มี
กากในเด็กที่อายุมากกว่า 4 เดือน ถ้าหากผู้ป่วยมีอาการอาเจียน ให้รอประมาณ 10 นาทีจึงเริ่มให้
รับประทาน ORS อีกครั้ง ORS ไม่ได้หยุดอาการท้องร่วง แต่จะช่วยป้องกันและรักษาอาการขาดน้ำ
อาการท้องร่วงจะหยุดไปเอง แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการท้องร่วงมากขึ้นหรืออาเจียนไม่หยุดต้องนำส่งแพทย์
ต่อไป

ความสำคัญของส่วนประกอบในตำรับ ORS
1. Sodium จากตารางที่ 4 พบว่าการสูญเสีย Na+ ในอุจจาระอยู่ที่ความเข้มข้นประมาณ
50-60 meq/L ถึงกว่า 100 meq/L ในกรณีติดเชื้อ Cholera ซึ่งในความเป็นจริงอาจสูญเสีย Na+
มากกว่าที่ตรวจพบในอุจจาระอย่างเดียวด้วย ดังนั้นปริมาณความเข้มข้นของ Na+ ในสูตร ORS ที่
ใช้อยู่ประมาณ 90 meq/L จึงเป็นปริมาณที่เหมาะสมที่สามารถคืน Na+ ให้แก่ร่างกายได้ทั้งในเด็ก
และผู้ใหญ่ที่มีอาการท้องร่วง อย่างไรก็ดีเนื่องจากการสูญเสีย Na+ ในโรคท้องร่วงแต่ละกรณีแตก
ต่างกัน จึงพบว่าเมื่อรับประทาน ORS ที่มีปริมาณ Na+ 90 meq/L แล้ว ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะ
hypernatraemia คือปริมาณ Na+ ในเลือดสูงมากกว่าปกติได้

2. Glucose น้ำตาลกลูโคสหรือเรียกอีกอย่างว่า เด็กโตรส (dextrose) ซึ่งในสูตรนั้น
ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเพิ่มพลังงานแต่มีหน้าที่หลักในการช่วยเพิ่มความสามารถของร่างกาย
ในการดูดซึมเกลือ Na+ จากการที่กลไกการดูดซึมกลูโคสที่เกิดควบคู่กับ Na+ เป็นแบบ 1:1
ปริมาณความเข้มข้นโดยโมเลกุล ของกลูโคสในตำรับจึงควรมีปริมาณอย่างน้อยเท่ากับ Na+ จะ
สังเกตได้ว่าในตำรับเมื่อละลายน้ำแล้ว กลูโคสจะมีความเข้มข้น 2% (2 กรัมใน 100 มิลลิลิตร)
พบว่าถ้าความเข้มข้นของกลูโคสในสูตรมากกว่า 3% เมื่อรับประทานแล้วจะทำให้เกิด Osmotic
diarrhea คือน้ำตาลจะดึงน้ำกลับออกจากหลอดเลือดเข้าสู่ทางเดินลำไส้ จะทำให้สูญเสียน้ำเพิ่ม
มากขึ้นและเมื่อน้ำในเลือดลดลงไปจะทำให้ความเข้มข้นของ Na+ ในกระแสเลือดสูงขึ้นจน
อาจเกิดภาวะ hypernatraemia อีกด้วย

3. Potassium แม้ว่า K+ ส่วนใหญ่จะอยู่ภายในเซลล์ ซึ่งต่างกับ Na+ ซึ่งมักจะอยู่ใน
ของเหลวภายนอกเซลล์ แต่หากเกิดอาการท้องร่วงบ่อยๆ ก็อาจทำให้เกิดการขาด K+ เรื้อรังได้
ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เบื่ออาหาร จากการศึกษาพบว่าเด็กที่มีอาการท้องร่วง
หลายครั้ง จะมีปริมาณ K+ ในเลือดต่ำกว่าปกติ ถ้าไม่ได้รับการให้ K+ ทดแทนในการรักษาเช่น
ในเด็กที่ขาดสารอาหาร กล้ามเนื้อท้องจะอ่อนแอ ทำให้เกิดลักษณะพุงโรที่มักพบได้บ่อยๆ ไต
ไม่สามารถเก็บรักษา K+ ได้เหมือนกับที่เก็บรักษา Na+ และจะขับ K+ ออกมาประมาณ 10
mmol/L ต่อวันทางปัสสาวะ นอกเหนือไปจากการสูญเสียปริมาณมากทางอุจจาระ เนื่องจาก
การดูดซึม K+ ผ่านทางลำไส้เป็นกระบวนการแบบ passive ไม่ใช่แบบเดียวกับ Na+/Glucose
co-transport mechanism ดังนั้นการดูดซึม K+ ให้กลับสู่ระดับปกติจึงเป็นไปอย่างช้าๆ ความ
เข้มข้น 20 mmol/L เป็นความเข้มข้นที่พอเหมาะสำหรับวัตถุประสงค์นี้ การใช้สารละลายของ
น้ำตาล เกลือ และน้ำ โดยไม่มี K+ เป็นส่วนประกอบจึงไม่สามารถทดแทนการสูญเสีย K+ ได้
แม้ว่าจะให้อาหารเสริมที่มี K+ อยู่มากเช่น กล้วย หรือน้ำมะพร้าวก็พอเป็นประโยชน์บ้างแต่ไม่มี
ประสิทธิภาพเท่า ORS ที่มี K+ อยู่

4. Citrate การเสียสมดุล ของเกลือแร่และน้ำทำให้เกิดภาวะความเป็นกรด (metabolic
acidosis) ซึ่งจะเป็นผลเสียชัดเจนในเด็กทารก เพราะไตยังไม่สามารถทำงานได้เต็มที่รวมถึงเด็ก
จะมีอัตราการเผาผลาญอาหารสูง การเติมด่าง Citrate หรือ Bicarbonate เข้าในสูตรจึงช่วยแก้ไข
ภาวะความเป็นกรดในร่างกายได้

สูตร ORS นี้ UNICEF ได้บรรจุซองเพื่อผสมน้ำ 1 ลิตรและนำออกแจกจ่ายในหลาย
ประเทศ แต่ก็ไม่สามารถแจกจ่ายได้อย่างทั่วถึง ในประเทศกำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศ จึงต้องมีการ
รณรงค์สอนให้ ผู้ปกครองหัดเตรียมสารละลายของน้ำตาลและเกลือเพื่อใช้รักษาแบบ ORT เองที่บ้าน
ซึ่งคาดการณ์ว่าภายใน 5 ปีจากนี้ เมื่ออีกครึ่งโลกรู้จักการรักษาดังกล่าว จะช่วยรักษาชีวิตของเด็กได้
กว่า 2 ล้านคนต่อปี

การรักษาแบบ ORT มีความปลอดภัยสูง และสามารถใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการท้องร่วงได้
ทุกกรณีโดยสามารถให้การรักษาได้ทันทีก่อนทำการวินิจฉัยโรค การให้ของเหลวทดแทนมีความ
จำเป็นในผู้ใหญ่พอๆ กับในเด็ก แม้ว่าเด็กมักจะเกิดภาวะขาดน้ำได้เร็วกว่าและต้องได้รับการรักษา
เร็วกว่าก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้ในหลายประเทศจะมีโครงการควบคุมโรคที่ทำให้เกิดอาการ
ท้องร่วงแล้ว แต่การรักษาแบบ ORT ก็ยังไม่ได้แพร่หลายเท่าที่ควร แม้ว่าการป้องกันโรคท้องร่วงจะ
ขึ้นอยู่กับการพัฒนาแหล่งน้ำดื่ม การส่งเสริมสุขอนามัย เช่น การใช้ส้วมที่เหมาะสม การสร้างนิสัยล้าง
มือก่อนจับอาหาร การเก็บรักษาอาหารและน้ำให้สะอาด รวมถึงการดูแลสุขภาพอื่นๆ เช่น การให้ลูก
ดื่มนมแม่ การให้ภูมิคุ้มกัน เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกันการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากภาวะขาดน้ำที่
เกิดจากท้องร่วงก็สามารถป้องกันได้อย่างง่ายๆ และประหยัดด้วย ORT

สิ่งที่น่าสนใจคือแม้ว่าการพัฒนา oral rehydration salts จะช่วยแก้ปัญหาสาธารณสุขได้
อย่างมากแล้วก็ตาม แต่ความพยายามของบุคลากรทาง การแพทย์ก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น
เนื่องจาก ในปัจจุบันได้มีการศึกษาเพิ่มเติมที่จะพัฒนาสูตร ORS ให้ดีขึ้น ซึ่งจะได้นำเสนอในโอกาส
ต่อไป

เอกสารอ้างอิง

1. ORS. Oral Rehydration Salts: a simple solution. http://www.rehydrate.
org/ors/

2. Oral Rehydration Salts: The Salts of Life. Rehydration Project. http://
www.rehydrate.org/ ors/the_salts_of_life.htm

3. Goodall, R.M., Oral Rehydration Therapy: How it Works. http://www.
rehydrate /org/ors/ort_how_it_works.htm




[Home |มุมมองผู้บริหาร |โครงสร้างสถาบันวิจัยและพัฒนา |งานวิจัยที่สำคัญและกำลังดำเนินการ |ฐานข้อมูลที่ให้บริการ |
R & D Newsletter |R & D NetZine |สมุนไพรสาธารณสุขมูลฐาน | Web Site ทางยาที่น่าสนใจ | FAQ |Comments ]