![]() |
ปิยพร ทองไสว
|
|
โดยเฉพาะในประเทศไทยพบว่าคนที่อยู่ในเมืองที่มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์มีปัญหาเกี่ยวกับ โรคอ้วน อีกทั้งยังมีปัญหาการเจ็บป่วยต่าง ๆ มากมายสืบนื่องมาจากโรคอ้วน มีคนจำนวนมาก ที่เข้าใจผิดว่าการมีไขมันส่วนเกินเพียงเล็กน้อยที่หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา ก็ถือว่า "อ้วน" ซึ่งถือว่า เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่งเนื่องจากคำว่า "อ้วน" ในความหมายของคนทั่วไป กับความหมายทาง วิชาการมีความแตกต่างกันและควรที่จะมีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาว่ามีความคิด วิตกกังวลว่าตนเอง "อ้วน" ทั้งที่จริง ๆ แล้วน้ำหนักยังอยู่ในเกณฑ์ปกติในทางวิชาการมีเกณฑ์ ที่ใช้ในการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ ขององค์การอนามัยโลกโดยใช้ดัชนีมวลกายหรือ Body Mass Index (BMI) ค่าที่ได้ดังกล่าวได้มาจากการคำนวณ ค่าน้ำหนักตัวปกติซึ่งควรอยู่ในช่วง 18.5-24.9 และจะถือว่าเป็นโรคอ้วนเมื่อมีค่า BMI มากกว่า 30 ขึ้นไป ในบทความนี้จะมีวิธีคำนวณค่า BMI เพื่อให้ผู้ที่สนใจลองคำนวณหาค่า BMI ของตนเอง และจะได้ประเมินว่าร่างกายของท่านอยู่ใน เกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่ ร่วมกับการพิจารณาประกอบว่าควรจะลดน้ำหนักลงมากน้อยเพียงใดและเมื่อ ท่าน "อ้วน" มีปัจจัยเสี่ยงของโรคใดบ้าง และท่านควรปฏิบัติตนอย่างไรในการลดน้ำหนัก เพื่อช่วยให้ ท่านสามารถลด น้ำหนักได้ และมีสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจสมบูรณ์ดีสามารถปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ และมี น้ำหนักเหมาะสมกับส่วนสูงและอายุของตนเองหรือไม่ ส่วนสูง มาคำนวณ เพื่อประเมินหาส่วนไขมันในร่างกาย ซึ่งค่า ดังกล่าวนิยมใช้ในการคำนวณอย่าง แพร่หลาย เนื่องจากคำนวณง่าย และสามารถใช้ได้กับทุกเพศ ทุกวัย และทุกเชื้อชาติ BMI มากกว่า 30 ถือว่า "อ้วน" (obesity) นอกจากนี้มีการจำแนกประเภทดัชนีมวลกาย (BMI) ตาม เกณฑ์ของ International Obesity Task Force (IOTF) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงต่อ การเกิด การเจ็บป่วยเมื่อมีค่า BMI ในระดับต่าง ๆ ดังตาราง
เกินหรือความอ้วนนั้นสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลายชนิด และมีผลต่อระบบการทำงานในร่างกายหลายระบบ ด้วยกัน ได้แก่ โรคหลอดเลือดโคโรนารี ตับอ่อน หายใจเริ่มตีบตัน ร่างกายจะขาดออกซิเจน ทำให้ ร่างกายพักผ่อนไม่เต็มที่ ส่งผลให้ง่วงนอนในเวลากลางวัน บางคนอาจเป็นมากขนาดหลับในขณะขับรถ จนเกิดอุบัติเหตุได้ อันตรายของโรคอ้วนถึงขนาดว่าคนอ้วนมีอัตราการเสียชีวิตแตกต่างจากคนรูปร่างปกติหรือไม่ ซึ่งจาก การศึกษาก็พบว่าอัตราการเสียชีวิตของคนที่อ้วนมากมีสูงขึ้นถึง 2-12 เท่า ขึ้นกับอายุของแต่ละบุคคล แต่ถ้ากลุ่มประชากรที่อ้วนหรือน้ำหนักเกินสามารถลด น้ำหนักได้เพียง 5-10 % ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น ก็จะสามารถลดอัตราการพิการ และอัตราการตาย (morbidity and mortality rate) ได้ระดับหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมต้องมีความพอดี การมากหรือน้อยเกินไปอาจเกิดผลเสียได้มากกว่าผลดี "น้ำหนัก" ก็เช่นกัน ถ้ามากเกินไป "อ้วน" ก็เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ มากมาย แต่ถ้าสามารถลดความมากเกินไป ลงมาให้ใกล้พอดีได้ก็จะเกิดการลดอัตราการเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ แล้วคนที่มี "น้ำหนักเกิน" หรือ "อ้วน" สามารถรู้สาเหตุว่าเพราะอะไรจึงเกิดความมากเกินไปนี้ได้ โดยทั่วไปสาเหตุของ "อ้วน" มีหลายสาเหตุ บางคนอาจเกิดจากสาเหตุเดียวหรือหลายสาเหตุประกอบกันก็ได้ รับประทานมากกว่าพลังงานที่ใช้ไปในการออกกำลังกาย เช่น ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันและแคลอรี่ สูง เช่น หนังไก่ทอด มันหมู หมูสามชั้น ขาหมู ครีม เค้ก ฯลฯ แล้วไม่ยอมหาเวลาว่างออกกำลังกายเพื่อ ให้มีการใช้พลังงานที่ได้รับเข้ามา การทำกิจกรรม หรือออกกำลังกายที่มีประโยชน์ต่อ สุขภาพ เช่น การจราจรติดขัดในกรุงเทพ ทำให้ คนส่วนใหญ่ต้องนั่งเฉยบนรถยนต์หลายชั่วโมงต่อวัน ลักษณะงานที่ต้องนั่งทำงานตลอดเวลา พฤติกรรมชอบรับประทานอาหารจุกจิก เป็นต้น โดยสาเหตุของโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกาย จนทำให้อ้วนบริเวณใบหน้า ลำตัว ต้นคอด้านหลัง แต่แขนขาจะเล็ก และไม่มีแรง ในกรณีนี้จะต้องรักษาที่ต้นเหตุคือ ฮอร์โมนที่มีความ ผิดปกติจึงจะสามารถหายอ้วนได้ คือ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกายเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ส่วน การรักษาโดยใช้ยานั้นต้องใช้ในกรณีจำเป็นต่อการรักษาโรคอ้วนจริง ๆ และมักต้องอาศัยการรักษา ด้วยยาร่วมกับวิธีอื่น ๆ หรือถึงแม้ไม่ได้รับการรักษาด้วยยา ถ้าต้องการลดน้ำหนักก็ต้องอาศัยทั้ง 3 วิธีข้างต้นร่วมกันในการรักษาและควบคุมน้ำหนัก พลังงานที่ร่างกายต้องใช้ ร่างกายจึงสลายพลังงานที่เก็บสะสมในร่างกายออกมาใช้แทน น้ำหนักก็ จะลดลง การควบคุมอาหารเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความแน่วแน่ ของตัวท่านเองเพราะถ้าท่านยังไม่สามารถตัดใจในเรื่องอาหารได้ ความสำเร็จในการลดน้ำหนักก็จะลดลง ด้วย ลองตั้งใจเต็ม 100% ในการควบคุมอาหาร แล้วท่านก็จะประสบความสำเร็จ แต่มีข้อแนะนำว่าท่าน ไม่ควรงดอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างเด็ดขาด หรือไม่ยอมรับประทานอาหารในมื้อนั้น ๆ เพื่อจะลด น้ำหนักแต่ควรมีการควบคุมปริมาณอาหารที่ได้รับแต่ละมื้อมากกว่า เพราะถ้างดอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง อย่างเด็ดขาดอาจทำให้ท่านขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายได้และถ้าท่านไม่ยอมรับประทานอาหาร ในมื้อใดมื้อหนึ่งอย่างเด็ดขาด ก็อาจทำให้ท่านเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบได้เช่นกัน เป็นส่วนของการใช้พลังงานที่ถูกสะสมไว้ในรูปของไขมันซึ่งถ้าสัดส่วนของการใช้พลังงานมากกว่าสัดส่วน ของพลังงานที่ได้รับเข้าไปก็จะสามารถลดน้ำหนักได้ และวิธีการออก กำลังกายนี้สามารถลดน้ำหนักได้ ในระยะยาว นอกจากมีผลดีในการลดน้ำหนักแล้วยังมีข้อดีอีกหลายประการ ไม่ว่าจะผลดีต่อระบบหายใจ ทำให้การทำงานของหัวใจและปอดดีขึ้น แล้วยังลดปัญหาด้านภูมิแพ้ โดยจะเพิ่มความต้านทานแก่ร่างกาย ด้วย นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดีทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ โดยทั่วไปมักใช้วิธีออกกำลังกาย นี้ควบคู่กับการควบคุมอาหาร การออกกำลังกายที่เหมาะสมควรใช้เวลาประมาณ 30-60 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เรียนรู้และแก้ไขตัวคุณเองมากแค่ไหน มีความตั้งใจแน่วแน่ และจิตใจตั้งมั่นในการลดน้ำหนักมากน้อย เพียงใด เช่นถ้าคุณชอบทานของจุกจิก ชอบทานขนมก่อนนอน ชอบทานอาหารมัน ๆ ก็ควรจะเปลี่ยน แปลงพฤติกรรมของคุณเองโดยพยายามทานอาหารเฉพาะมื้อหลัก ๆ (งดเว้นอาหารว่างระหว่างมื้อ) และพยายามตัดใจเมื่อเจออาหารที่มีไขมันมาก ๆ ยาอาจมีผลข้างเคียงโดยเฉพาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ โรคตับ โรคไต ยาที่ใช้ในการลดน้ำหนักมีอยู่ หลายประเภทได้แก่ ยาที่ใช้ลดความอยากอาหาร ยาที่ใช้แทนที่อาหาร ยาที่ชลอหรือขัดขวางการย่อยและ ดูดซึมสารอาหาร ยาที่ลดการสร้างไขมันและยาที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญสารอาหาร แต่ที่จะกล่าวถึงใน บทความนี้ คือยาที่ชลอหรือขัดขวางการย่อยและการดูดซึมซึ่งยาดังกล่าวนี้ชื่อ "Orlistat" ไลเปสจะมีผลทำให้ลดการดูดซึมไขมัน และเพิ่มการขับถ่ายของไตรกลีเซอไรด์ในอุจจาระ ยาจะทำให้ ไขมันในอาหารที่รับประทาน เข้าไปไม่ถูกย่อยและไม่สามารถดูดซึมไปใช้ได้จึงเป็นเหตุให้ร่างกายไม่ได้ รับพลังงานจากไขมันเหล่านั้น โดยยา Orlistat นี้เป็นยาตัวแรกของยาลดความอ้วนในกลุ่มยับยั้ง เอนไซม์ไลเปส ซึ่งยาดังกล่าวปัจจุบันนี้ยังมีการควบคุมการใช้เฉพาะในสถานพยาบาลเท่านั้นยังไม่มี การขายยาดังกล่าวในร้านขายยาทั่วไป เพราะยานี้เป็นยาใหม่ และแพทย์กำลังทำการติดตามผลการใช้ยา ดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกาย ในการวิจัยในมนุษย์โดยทดลองให้ radiolabelled orlistat ในขนาด 360 mg พบว่า สามารถตรวจสอบปริมาณยาได้เล็กน้อยในเลือดประมาณ 8 ชั่วโมงหลังรับประทานยา ยานี้จะจับ กับโปรตีนในเลือดได้ 99 % และยาจะถูกทำลายที่ผนังทางเดินอาหารเป็นส่วนใหญ่ ยาส่วนมาก (ประมาณ 97 %) ถูกขับออกทางอุจจาระ และ 83 % ของปริมาณนี้ถูกขับออกในรูปเดิม ยาที่ถูกเปลี่ยนรูปถูก ขับออกทางไตน้อยกว่า 2 % ของขนาดยาที่ให้ เวลาที่ใช้ขับถ่ายยาอย่างสมบูรณ์เกิดขึ้นภายใน 3-5 วัน การกำจัดยาเหมือนกันทั้งในผู้ที่มีน้ำหนักปกติและในคนอ้วน หรือในผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีค่าดรรชนีมวลกาย >= 27 ที่พบปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง โคเลสเตอรอลในเลือดสูงและเบาหวาน ยานี้ใช้สำหรับรักษาโรคอ้วนซึ่งหมายถึง ทั้งการลดน้ำหนัก การ ควบคุมน้ำหนัก และการป้องกันการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักเมื่อใช้ร่วมกับอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ อาหาร หรือภายใน 1 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร) ในกรณีที่อาหารมื้อนั้น ๆ ไม่มีอาหารไขมันหรือไม่ได้ รับประทานอาหารในมื้อนั้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยา orlistat ในอาหารมื้อนั้น และผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยานี้ สำหรับผู้ป่วยที่อ้วนเนื่องจากสาเหตุแฝงอื่น ๆ เช่น hypothyroid ควร ทำการรักษาที่ต้นเหตุก่อนจึงจะพิจารณาใช้ยานี้ กระปรอยทางทวารหนัก มีแก๊สในกระเพาะอาหารและลำไส้ซึ่งออกมากับสิ่งขับถ่าย ปวดอุจจาระฉับพลัน มีไขมันหรือน้ำมันในอุจจาระ บางรายอาจมีอาการถ่ายอุจจาระบ่อยขึ้นหรือกลั้นอุจจาระไม่ได้ อาการเหล่านี้ เกิดจากการที่ไขมันไม่ย่อยผ่านไปในทางเดินอาหารมีจำนวนมากเกินไปจึงมีการขับออกมาในรูปดังกล่าว แต่อาการเหล่านี้มักไม่รุนแรงและไม่นาน มักเกิดขึ้นในช่วงแรกของการรักษา (ประมาณ 3 เดือน) และ vitamin E acetate ร้ายแรงแทรกซ้อน แต่ถ้าเป็นโรคอ้วนทั่วไปไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา เพียงแต่คุณมีความตั้งใจ แน่วแน่ ในการลดน้ำหนัก และชนะใจตนเองในการควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกาย ความสำเร็จในการลดและ ควบคุมน้ำหนักก็จะสามารถเกิดขึ้นจนได้ ซึ่งจะเป็นผลดีทั้งต่อสุขภาพที่ดีขึ้นของตัวคุณเอง และลดปัญหา สาธารณสุขจากโรคอ้วนให้แก่ส่วนรวม ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่คิดจะลดน้ำหนักเพื่อให้ประสบ ความสำเร็จดังตั้งใจ เพราะหนึ่งในคนที่ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักโดยตั้งใจให้แน่วแน่ และ พยายามชนะใจตนเองโดยไม่ต้องอาศัยยาในการรักษาโรคอ้วน ก็คือผู้เขียนเอง Journal of Hypertension 1998; 16(2): 2013-2017. 2542; 4(1): 74-91. |