|
อาการนอนไม่หลับสามารถเกิดขึ้นได้สำหรับคนทุกเพศ
ทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เนื่องจาก
เมื่ออายุมากขึ้น ช่วงของการนอนหลับจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยที่ผู้ที่อยู่ในช่วงวัยกลางคน
และผู้สูงอายุ
ช่วงเวลาของการนอนหลับลึกจะสั้นกว่าผู้ที่อยู่ในช่วงเด็ก หรือวัยรุ่น อีกทั้งผู้สูงอายุยังมีโอกาสเสี่ยงต่อ
ปัจจัยอื่นๆ ที่กระทบต่อการนอนหลับได้มากกว่า เช่น โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
ภาวะทางจิตใจ ภาวะเครียด
เป็นต้น ในขณะที่รายงานการวิจัยพบว่าความต้องการในการนอนหลับของคนเราคงที่ตลอดช่วงชีวิต
คือ
7-9 ชั่วโมงต่อคืน ไม่ว่าในวัยเด็กหรือผู้ใหญ่ที่อยู่ในช่วงวัยทองแล้วก็ตาม
ปัญหาของอาการนอนไม่หลับ
จึงนับเป็นปัญหาที่สำคัญอีกปัญหาหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ที่ประสบกับอาการนี้ไม่มาก
ก็น้อยเลยทีเดียว
ในปัจจุบันนี้มีตัวยาหลายชนิดที่สามารถใช้รักษาหรือบรรเทาอาการนอนไม่หลับได้
และมีงาน
วิจัยมากมายเกี่ยวกับตัวยาเหล่านี้ ถึงแม้ว่าจะช่วยทำให้ การนอนหลับเป็นไปอย่างง่ายขึ้น
หรือช่วยลด
จำนวนครั้งในการตื่นนอนระหว่างคืนได้ แต่ตัวยาเหล่านี้ก็ยังมีผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้คือ
อาการ
เพลีย และอาจรู้สึกง่วงซึมได้ในวันถัดไป รวมทั้งอาจมีอาการนอนไม่หลับที่รุนแรงกว่าเดิมเกิดขึ้นหลัง
จากการหยุดยา
ในช่วงปี คศ.1980
Melatonin ได้ถูกนำมาใช้โดยแพทย์ในสหรัฐอเมริกาในการรักษา
ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการนอนหลับ และต่อจากนั้นมาก็ได้มีการกล่าวถึงคุณสมบัติอื่นๆ
ของตัว
Melatonin นี้เองในการลดอาการ jet lag, เพิ่มภูมิคุ้มกัน, ต้านเนื้อร้ายของโรคมะเร็ง
และทำให้ชีวิต
ยืนยาวขึ้น เป็นต้น ทำให้ผลิตภัณฑ์นี้มียอดขายที่สูงมากในร้านยาและร้านจำหน่ายอาหารเสริมสุขภาพ
ทั้งในสหรัฐอเมริกาและแม้กระทั่งในทวีปเอเซีย
Melatonin คืออะไร
Melatonin หรือที่อาจจะรู้จักในชื่อทางเคมีคือ
N-acetyl-5-methoxytryptamine หรือ
N-[2-(5-Methoxy-1H-indol-3-yl) ethyl] acetamide เป็นฮอร์โมนธรรมชาติชนิดหนึ่งซึ่งถูกสร้าง
โดย Pineal gland ที่สมอง การหลั่งของฮอร์โมนชนิดนี้จะถูกกระตุ้นโดยความมืดและถูกยับยั้งโดยแสง
เมื่อการหลั่งของ Melatonin เพิ่มขึ้นคนเราจะมีความรู้สึกตื่นตัวลดลงหรือเฉื่อยชาลงนั่นเอง
รวมถึง
อุณหภูมิของร่างกายก็เริ่มลดต่ำลง ทำให้เหมาะสำหรับการนอนมากขึ้น และระดับ
Melatonin จะลดลง
อย่างรวดเร็วในช่วงเช้ามืดของวันใหม่ ส่วนระดับของ Melatonin ในระหว่างวันนั้นต่ำมากจนกระทั่ง
นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถตรวจวัดได้

รูปที่ 1 โครงสร้างทางเคมีของ N-acetyl-5-methoxytryptamine
ด้วยเหตุที่ระดับของ
Melatonin ขึ้นลงตาม วงจรของความมืด-ความสว่าง (light-dark
cycle) ทำให้ทั้งมนุษย์หรือแม้กระทั่งพืชซึ่งก็มีฮอร์โมนนี้เช่นกันมีความตื่นตัวในระหว่างวัน
โดยที่ระดับ
ของ Melatonin จะเพิ่มขึ้นสูงสุดเมื่อเวลา 2.00 น. ในเด็กที่มีสุขภาพดีทั่วไป
และจะเพิ่มขึ้นสูงที่สุด
เมื่อเวลา 3.00 น. ในผู้ที่สูงอายุ นอกจากนี้แล้วปริมาณการผลิต Melatonin
โดยร่างกายยังลดลงเมื่อ
อายุมากขึ้น ซึ่งก็เป็นอีกคำตอบหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุต้อง
พบกับปัญหาในการนอนไม่หลับมากกว่าผู้ที่อายุยังน้อย

รูปที่ 2 กราฟแสดงระดับของ Melatonin ในช่วงเวลาต่างๆ ของวัน
ขนาดในการรับประทาน
ขนาดที่เหมาะสมของ
Melatonin จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เนื่องจากความแตกต่าง
ในอัตราการดูดซึมและเมทาบอลิซึมซึ่งมีผลต่อการออกฤทธิ์ของ Melatonin
ผู้ใช้ Melatonin
บางคนจะเริ่มต้นจากการ รับประทานในขนาด 3 มิลลิกรัมก่อนนอนใน
ครั้งแรกและทำการปรับขนาดรับประทาน โดยถ้าพบว่าเมื่อ รับประทานแล้วการหลับเป็นไปได้ดีแต่มี
อาการง่วง หรือมึนงงในตอนเช้าก็จะลดขนาดลงเหลือครึ่งหนึ่งในวันถัดไป ในทางตรงกันข้ามถ้าพบว่า
เมื่อรับประทานยังคงมีอาการนอนไม่หลับอยู่บ้าง หรือนอนไม่หลับเลยก็จะเพิ่มขนาดยาขึ้นไปคืนละ
3
มิลลิกรัมจนกระทั่งได้ผลที่พึงพอใจ โดยมากแล้วขนาดที่ผู้ใช้พบว่าได้ผลที่ดีจะอยู่ในช่วงระหว่าง
3 ถึง
10 มิลลิกรัม แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อสรุปถึงขนาดในการใช้ที่แน่นอน
และมีข้อแนะนำในการ
รับประทานติดต่อกันเพียงระยะสั้นคือไม่เกิน 2 อาทิตย์ และควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่าได้รับประทาน
Melatonin ด้วยเช่นเดียวกับยาและอาหารเสริมอื่นๆ
รูปแบบที่มีจำหน่าย
รูปแบบแคปซูล :
ขนาด 1 mg, 2.5 mg, 3 mg, และ 5 mg
รูปแบบน้ำ : ขนาด
1 mg/ml และ 1 mg/4 ml
รูปแบบยาอม (Lozenges)
: ขนาด 0.5 mg และ 3 mg
รูปแบบเม็ดอมใต้ลิ้น
: ขนาด 2.5 mg
รูปแบบเม็ด : ขนาด
0.2 mg, 0.3 mg, 0.5 mg, 1 mg, 3 mg และ 5 mg
รูปแบบเม็ดปลดปล่อยตามช่วงเวลา
(Time release tablets) : 1 mg, 2 mg และ 3 mg
เนื่องจาก Melatonin
พบได้ตามธรรมชาติในอาหารบางชนิด จึงถูกจัดเป็นอาหารเสริมใน
สหรัฐอเมริกา ซึ่งหมายความว่าผลิตภัณฑ์นี้ไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการอาหารและ
ยาแห่งประเทศและไม่มีการควบคุมการผลิตและคุณภาพอย่างเข้มงวดเหมือนผลิตภัณฑ์ที่ถูกจัดว่าเป็น
ยาทั่วไป แต่ในประเทศไทยเองนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจัดประเภท
Melatonin เป็น
ยาชนิดหนึ่ง ดังนั้น Melatonin จึงถูกควบคุมการนำเข้าอย่างเข้มงวด และไม่สามารถจดทะเบียนเป็น
อาหารเสริมได้ในประเทศไทย
ผู้ที่ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน Melatonin
- เด็ก สตรีที่ตั้งครรภ์
และมารดาที่ให้นมบุตร
- ผู้ป่วยที่มีโรคภูมิแพ้ที่รุนแรง
- ผู้หญิงที่มีความประสงค์จะตั้งครรภ์
เนื่องจากการใช้ Melatonin ในปริมาณสูงอาจทำให้
เกิดผลในการยับยั้งการตกไข่ในผู้หญิงได้
- ผู้ที่ทำงานกับเครื่องจักรกลที่มีความอันตราย
เนื่องจากการใช้ Melatonin อาจทำให้เกิด
การง่วงซึมได้ทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน
- ผู้ป่วยโรคลมชัก
- ผู้ที่อายุมากกว่า
65 ปีขึ้นไปและมีการใช้ยานอนหลับ หรือสมุนไพรในการรักษาอาการ
นอนไม่หลับ
ผลข้างเคียงที่อาจพบได้
- รู้สึกไม่สบายท้อง
- ง่วงซึมหรือมีอาการมึนศีรษะในเวลากลางวัน
- ปวดศีรษะ
- เกิดภาวะหลงลืม
- ยับยั้งการปฏิสนธิ
- จำนวนอสุจิลดลง
- ความรุนแรงของการชักเพิ่มขึ้น
- อื่นๆ
แม้ว่าผลข้างเคียงเหล่านี้ส่วนใหญ่จะพบจากการใช้
Melatonin ในปริมาณที่สูง แต่ก็อาจ
เกิดขึ้นได้กับการใช้ Melatonin ในปริมาณที่ต่ำเช่นกัน
ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Melatonin
1. ยังคงมีการศึกษาเพียงเล็กน้อยในเรื่องความปลอดภัย
ผลข้างเคียง การเกิดปฏิกิริยากับ
การใช้ร่วมกับยาอื่น และผลในระยะยาวของ Melatonin เนื่องจากตัว Melatonin
เองไม่ถูกจัดว่าเป็น
ยาในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงไม่จำเป็นที่จะต้องทำการทดลองศึกษาในสัตว์และในมนุษย์อย่างจริงจัง
เช่นยาทั่วไป
2. จำนวน ขนาด
ระยะเวลาในการรับประทานที่ให้ประสิทธิผลต่อคนส่วนใหญ่ยังไม่มีใคร
ทราบแน่ชัด จึงควรมีการศึกษาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากขนาดในการรับประทานและเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญ
มากและมีความซับซ้อนในการใช้ Melatonin
เอกสารอ้างอิง
1. www.pol-it.org//mel.htm
2. www.melatonin.com/melatonin-fag.htm
3. www.sleepfoundation.org/publica
tions/sleepage.html
4. www.sleepfoundation.org/publica
tions/Melaton.html
5. www.asiaweek.com/asiaweek/96/
1004/feat2.html
6. www.sleepfoundation.org/publica
tions/melatoninthefact.html
7. www.gettingwell.com/drug-info/nmdrugprofiles/nutsupdrugs/
met.0286.shtml
|