วรรณา รุ่งแสง
วิจัยเภสัชเคมีภัณฑ์

โยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเป็น
นโยบายสำคัญนโยบายหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ชนะการ
เลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544อย่างท่วมท้นผลที่ตามมาคือเป็นพันธกิจที่รัฐบาลต้องดำเนินการให้
ทันกับความคาดหวังของประชาชน ดังนั้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมารัฐบาลได้เริ่มดำเนินงานโดยมี
กระทรวงสาธารณสุขสนองนโยบาย ด้วยการเลือก 6 จังหวัดที่มีความพร้อมของระบบทดลองนำร่อง
ก่อนดำเนินการเต็มรูปแบบทั่วประเทศ
รายละเอียดการให้บริการในโครงการ 30 บาท
6 จังหวัดนำร่องที่เริ่มโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2544 ได้แก่ พะเยา
นครสวรรค์ ปทุมธานี สมุทรสาคร ยโสธร และยะลา ผู้มีสิทธิ์จะได้รับการคุ้มครองตราบัตรทองต่อเมื่อ
เป็นการเจ็บป่วยทั่วไป อุบัติเหตุ ฉุกเฉิน โดยจ่ายค่าธรรมเนียมเข้ารักษาเพียงครั้งละ 30 บาท ทั้งประเภท
ผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก โดยจะได้รับบริการรักษาพยาบาลฟรีตลอดรายการที่เจ็บป่วย ได้แก่ ค่าผ่าตัด
ค่าน้ำเกลือ การล้างไตวายแบบเฉียบพลัน ค่าทำคลอด ค่าทำหมัน ค่าบริการวางแผนครอบครัว ค่าออกซิเจน
ค่าการให้เลือด ค่าวัคซีน และค่าเซรุ่ม ค่าชันสูตรตรวจวิเคราะห์โรค ค่าอวัยวะเทียม หรืออุปกรณ์ในการ
บำบัดรักษาโรค ค่าถอนฟัน ค่าอุดฟัน และค่าทำฟันปลอมที่ใช้อะคริลิกเป็นฐาน ทั้งนี้กรณีผู้ป่วยในจะต้อง
นอนห้องสามัญและค่าอาหารสามัญ แต่กรณีประสงค์จะอยู่ห้องพิเศษหรือจะใช้บริการอาหารพิเศษ
ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้เอง บริการทางการแพทย์ที่ไม่สามารถใช้บัตรทองแสดงสิทธิการรักษา
ได้แก่ การผ่าตัด เสริมสวย การตกแต่งฟัน แว่นตา อวัยวะเทียมที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ การรักษา
ภาวะการมีบุตรยาก การผสมเทียม การผ่าตัดเปลี่ยนแปลงเพศ การทำไตเทียมแบบล้างโลหิต ยาต้านไวรัส
HIV การรักษาโรค ค่าแต่งศพ ค่าขนศพ ค่าใช้อุปกรณ์ ไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น
ภาระต้นทุนที่เกิดจากโครงการและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงกองทุนประกันสุขภาพ (สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล) ของข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ
หากมีการดำเนินงานโครงการ 30 บาท ทั่วประเทศ ภาครัฐจะต้องหาเงินมา 100,000 ล้านบาท
และต้นทุนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี บวกด้วยอัตราเงินเฟ้อ ส่วนที่เพิ่มร้อยละ 2 นี้
เกิดขึ้นเพราะสัดส่วนคนชราในประชากรไทยจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต ในปี 2544 ภาครัฐใช้เงิน
76,500 ล้านบาทในการให้การบริการรักษาพยาบาลจากงบประมาณแผ่นดิน กองทุนประกันสังคม
และกองทุนอื่น ๆ เพราะฉะนั้น รัฐจะต้องหาเงินมาเพิ่มอีกประมาณ 23,500 ล้านบาท รัฐจึงต้องเจียด
เงินจากค่าใช้จ่ายที่เป็นประโยชน์อย่างอื่นหรือเก็บภาษีเพิ่ม
ในระยะเริ่มแรกของการนำเอาระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาใช้ จะมีกองทุนประกันสุขภาพ
อยู่สองกองทุนใหญ่ ๆ กองทุนแรกจะขยายออกจากกองทุนประกันสังคมในปัจจุบัน โดยจะขยาย
ให้ครอบคลุมถึงข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจและพนักงานของรัฐอื่น ๆ ด้วย ขณะเดียวกันภรรยา
และบุตรของผู้ประกันก็จะได้รับการคุ้มครองด้วยกองทุนนี้จะมีที่มาของเงินที่ชัดเจนและแน่นอนจากเงิน
สมทบสามฝ่ายดังในกองทุนประกันสังคมในปัจจุบัน ส่วนกองทุนที่สองนั้นเป็นกองทุนที่ครอบคลุม
ทุกคนในประเทศไทยที่ไม่ได้รับการคุ้มครองจากกองทุนแรก
เงินที่จะเข้ามานั้นจะต้องกันจากเงิน
ที่ได้มาจากภาษีอากรทั่วไป แต่สองกองทุนนี้จะถูกบังคับโดยกฎหมายว่าจะต้องให้สิทธิประโยชน์
เท่าเทียมกัน โดยอาจมีข้อยกเว้นพิเศษในกรณีที่สิทธิประโยชน์บางอย่าง เช่น ของข้าราชการฯ ที่มีอยู่
มากกว่าระดับทั่วไปจะได้รับการคุ้มครองชั่วคราวหลังจากระยะหนึ่งแล้วความจำเป็นที่จะต้องมีสอง
กองทุนก็จะหมดไปและประเทศก็จะมีกองทุนประกันสุขภาพกองทุน เดียว
ปัญหาที่พบจากการดำเนินงานใน 6 จังหวัดนำร่อง
หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีการจ่ายเงินโดยวิธีการเหมาจ่ายรายหัวเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วย
ควบคุมรายจ่ายด้านสุขภาพ แต่ปัญหาสำคัญที่พบเนื่องจากการจ่ายเงินโดยวิธีนี้ คือ การจัดงบประมาณเหมา
จ่ายรายหัว จะรวมงบประมาณการส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาตัวที่อื่นหรือไม่ (refer) รวมถึงงบประมาณ ที่ผู้ป่วย
ข้ามเขตไปรับบริการที่สถานพยาบาลอื่นที่ไม่ใช่ คู่สัญญาหลักหรือไม่
ถ้างบรายหัวรวมการส่งต่อและการข้ามเขต ข้อมูลสำคัญ คือ มีผู้ป่วยข้ามเขตมากน้อยเพียงใดและ
รายใดเป็นผู้ป่วยส่งต่อ เมื่องบรายหัวรวมการส่งต่อและการข้ามเขต ผู้ได้รับงบรายหัวมีแนวโน้ม หวงไข้ คือ
ไม่ยอมส่งต่อผู้ป่วย กรณีที่เมื่อส่งแล้วหมายถึงเงินจะต้องจ่ายสูงมาก และอาจมีแนวโน้ม ผลักไข้ คือ ส่ง
ผู้ป่วยไปที่อื่นกรณีที่รักษาเองแล้วจะขาดทุน การข้ามเขตบริการเป็นประเด็นสำคัญมากในการจัดสรร
งบประมาณที่เป็นธรรมให้แก่พื้นที่ที่รับผิดชอบดูแลสุขภาพประชาชน เนื่องจากประชากรในเขตรับบริการ
เป็นคนละอย่างกับประชากรตามเขตภูมิลำเนา การได้รับงบประมาณควรสอดคล้องกับประชากรในเขตรับ
บริการไม่ใช่ประชาชนตามเขตภูมิลำเนา
การทดลองให้สถานบริการปฐมภูมิเป็นผู้ถืองบประมาณที่คิดบนฐานอัตราเหมาจ่ายรายหัวตาม
ประชากรในเขตภูมิลำเนา พบจุดอ่อน คือ ประชากรในระดับอำเภอข้ามเขตไปใช้บริการที่โรงพยาบาล
จังหวัด โดยไม่อาศัยระบบส่งต่อมากกว่ากลุ่มที่ไปตามระบบส่งต่อถึง 4 เท่า ส่วนการ ดูดไข้
เป็นการมองในมุมมองของสถานพยาบาลที่มีชื่อเสียง มีความสามารถในการรักษาโรคยาก ๆ ทำให้
ประชาชนในเขตอื่น ๆ ข้ามเขตมาใช้บริการกันมากในระบบที่ ผู้ป่วยสามารถจ่ายเงินได้ครบเมื่อ
ข้ามเขตมารับบริการสถานพยาบาลที่ดูดผู้ป่วยมีแรงจูงใจที่จะดูดไข้ต่อไป แต่ถ้าการดูดไข้ไม่ได้รับ
เงินที่เหมาะสมกับต้นทุน สถานพยาบาลที่ดูดไข้จะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการผลักไข้กลับ จึงเป็นสิ่ง
สำคัญที่ต้องพิจารณาว่า การดูดไข้สมควรได้รับจัดสรรเงินมากน้อยเพียงใด เพื่อไม่ให้ประชาชนที่
เป็นโรคซับซ้อนถูกปฏิเสธการรักษา
เอกสารอ้างอิง
1. คณะทำงานพัฒนาแนวทางการดำเนินงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าตามนโยบายรัฐบาล
กระทรวงสาธารณสุข. ข้อเสนอการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าตามนโยบายรัฐบาลในช่วงระยะ
เปลี่ยนผ่าน. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 2544; 10(2): 195-201.
2. ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย. หวงไข้-ผลักไข้-ดูดไข้ : ความห่วงใยทางข้อมูลหลักประกันสุขภาพ
ถ้วนหน้าของ 6 จังหวัดนำร่อง. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 2544; 10(2): 205-214.
3. อัมมาร สยามวาลา. หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป้าหมายเชิงนโยบาย. วารสารวิชาการ
สาธารณสุข.
2544; 10(2): 189-192.
4. สธ.รับบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค. ข่าวสารวงการแพทย์. 2544; 2(77): 3.







[Home |มุมมองผู้บริหาร |โครงสร้างสถาบันวิจัยและพัฒนา |งานวิจัยที่สำคัญและกำลังดำเนินการ |ฐานข้อมูลที่ให้บริการ |
R & D Newsletter |R & D NetZine |สมุนไพรสาธารณสุขมูลฐาน | Web Site ทางยาที่น่าสนใจ | FAQ |Comments ]